ก๊าซอ่าวไทย มากกว่าเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า สู่เศรษฐกิจ – ชีวิตประจำวันมูลค่ามหาศาล

ข่าว
เศรษฐกิจ
26 มิ.ย. 2569 • 9:31 น.
ก๊าซอ่าวไทย มากกว่าเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า สู่เศรษฐกิจ – ชีวิตประจำวันมูลค่ามหาศาล

ทำความรู้จัก “ก๊าซธรรมชาติ” ทรัพยากรใต้ทะเลอ่าวไทย ที่มีความสำคัญต่อรากฐานเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เชื้อเพลิงที่ถูกนำไปเผาไหม้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเท่านั้น แต่เบื้องลึกของสถานะก๊าซที่มองไม่เห็น ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ตั้งแต่แหล่งกำเนิด การสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล ไปจนถึงกลไกการรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพให้แก่ประชาชน
… ถือได้ว่า ประเทศไทยโชคดีมหาศาล ที่มีก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอด ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย และนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ ซึ่งดีกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว

 


ก๊าซธรรมชาติแต่ละแหล่งมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างนี้เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยก๊าซธรรมชาติ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก

1.ก๊าซแห้ง (Dry Gas) เป็นก๊าซธรรมชาติที่มีมีเทน เป็นองค์ประกอบหลัก 70% ขึ้นไป เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเตาในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งนี้ ในส่วนของภาคพลังงาน ประเทศไทยมีการนำเข้าก๊าซแห้งใน 2 รูปแบบหลักๆ คือ

นำเข้าทางท่อจากเมียนมา: ซึ่งเป็นก๊าซแห้งที่ส่งมาจ่ายให้โรงไฟฟ้าโดยตรง

นำเข้าในรูปแบบก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นการนำก๊าซมาลดอุณหภูมิลงจนเย็นจัดถึงประมาณ -160°C เพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ทำให้สามารถบรรจุลงถังและขนส่งทางเรือมาจากประเทศที่อยู่ห่างไกล

2.ก๊าซเปียก (Wet Gas) เป็นก๊าซธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะมีเทน แล้ว ยังมี อีเทน โพรเพน บิวเทน ฯลฯ ในสัดส่วนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ


จึงทำให้ประเทศไทย ต้องมีโรงแยกก๊าซธรรมชาติ (Gas Separation Plant: GSP) เพื่อจัดการ คัดแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอน มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ให้เกิดการปล่อยก๊าซธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซแล้วถูกส่งตรงไปยังผู้ใช้ปลายทาง


…เพราะหากเรานำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่อุดมไปด้วยสารประกอบมูลค่าสูงไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าโดยตรงเพียงอย่างเดียว สารเหล่านี้จะถูกเผาทำลายไปอย่างน่าเสียดาย เปรียบเสมือน “การนำไม้สักทองไปเผาทำฟืน“ ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

 


แต่ถ้าผ่านกระบวนการคัดแยกในโรงแยกก๊าซฯ สารประกอบแต่ละชนิดจะถูกแปรสภาพสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สำหรับก๊าซแต่ละชนิด สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้หลากหลาย หลังจากผ่านกระบวนการคัดแยก และปรับปรุงคุณภาพ ซึ่งมีต้นทุนกรรมวิธีเพิ่มมูลค่าที่แตกต่างกันไป เช่น

มีเทน (C1) เมื่อผ่านกระบวนการคัดแยกแล้ว สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า และให้ความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานพาหนะ (รถ NGV)
อีเทน (C2) สามารถนำไปใช้ผลิตเอทิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) ที่นิยมนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงพลาสติก หลอดยาสีฟัน ขวดพลาสติกใส่แชมพู และเส้นใยพลาสติกชนิดต่าง ๆ ได้
โพรเพน (C3) สามารถนำไปใช้ผลิตโพรพิลีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติก PP ที่ใช้ทำกล่องอาหาร ภาชนะบรรจุอาหาร เครื่องใช้ในครัวเรือน ชิ้นส่วนรถยนต์ และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
บิวเทน (C4) นำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และนำมาผสมกับก๊าซโพรเพนเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม)
ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL – C5+) นำไปเป็นส่วนผสมของน้ำมันสำเร็จรูปและตัวทำละลาย

เมื่อก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเข้าสู่โรงแยกก๊าซฯ ถูกส่งต่อให้กลุ่มปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงถึง 10 – 25 เท่า ตามสายการผลิต โดยเฉพาะการส่งออกเม็ดพลาสติกที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มาก ถือเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศไทย

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ของการสร้างมูลค่าเพิ่มก๊าซธรรมชาติ คือ

ก๊าซธรรมชาติ / คอนเดนเสท / น้ำมัน สร้างมูลค่าเพิ่ม 1 เท่า
อีเทน / แนฟทา / เชื้อเพลิง / น้ำมันหล่อลื่น สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น 3 เท่า
โอเลฟินส์ / อะโรมาติกส์ / สไตรีน สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น 5 เท่า
พลาสติกเรซินและเส้นใย สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น 10 เท่า
สินค้าอุปโภคบริโภคและชนิดพิเศษ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นมากถึง 25 เท่า

โดยปี 2564 พบว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีมูลค่าการลงทุนมากถึง 1.25 ล้านล้านบาท , ปิโตรเคมีสร้างรายได้ มากถึง 836,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สร้างงานได้มากกว่า 414,000 ล้านบาท ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป รวมถึงสร้างมูลค่าการส่งออกได้มากถึง 486,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.7% ของการส่งออกทั้งหมด

เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาผ่านกระบวนการ “คัดแยก” นั้น สามารถสร้างประโยชน์ และมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศได้มากกว่าการนำไปเผาทิ้ง เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะก๊าซธรรมชาติ


…นับเป็นทรัพยากรล้ำค่า ที่สามารถกลายเป็น “สิ่งของเครื่องใช้“ ที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน ช่วยสร้างงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ลดภาระการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

 

ที่มา : ก๊าซอ่าวไทย มากกว่าเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า สู่เศรษฐกิจ – ชีวิตประจำวันมูลค่ามหาศาล | เดลินิวส์

App Icon

ราคาน้ำมันวันนี้

ดาวน์โหลด
912
วันที่ 26 มิถุนายน 2569