จ่าย 8 แสนแลก 15,000 สวัสดิการ “ข้าราชการ” คุ้มค่าการลงทุน “ทุจริต” ?​​​​​​​

ซื้ออนาคตหลักแสน! ขอแค่ได้เป็น “ข้าราชการ” รับสวัสดิการรัฐ ดูแลครอบจักรวาล “พ่อแม่ลูก” เปิดงบฯ กลางปี‘69 เบิกอื้อ 6.32 แสนล้าน เจองบฯ จ่ายค่าบำเหน็จ-บำนาญ 3.64 แสนล้าน แม้สตาร์ท 15,000 พร้อมรับเงินก้อนตอน “เกษียณ”

เรียกว่าเป็นทอล์กออฟเดอะทาวของ “วงการข้าราชการไทย” เมื่อพบการทุจริตข้อสอบข้าราชการท้องถิ่น พร้อมอัตราที่เปิดสอบ 6,600 อัตรา แต่ขบวนการโกงจะมี “ข้าราชการภายใน” เรียกรับเงิน 3.5 แสน สำหรับตำแหน่งทั่วไป และที่แข่งขันสูง 7-8 แสนบาท 

เพราะเหตุผลอะไรทำไมถึงทำให้ผู้เข้าสอบยอมจ่ายเงินหลักแสนบาท เพื่อทุจริตสอบในครั้งนี้ให้ได้เข้าไปเป็น “ข้าราชการ” 

ซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินอาชีพที่เก่าแก่และมั่นคง คงไม่มีอาชีพอะไรดีไปกว่าการรับราชการที่ “หน่วยงานรัฐ” เป็นผู้จ้างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

หากไปดูในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายในส่วนของงบกลางไว้สูงถึง 632,968,750,000 บาท หรือ 6.32 แสนล้านบาท พบเม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐสูงสุด 

โดยเฉพาะ “เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ” ได้งบประมาณที่สูงที่สุดในบรรดาทุกรายการ โดยมีมูลค่าสูงถึง 364,288,750,000 บาท หรือ 3.64 แสนล้านบาท สะท้อนถึงภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวของรัฐบาลในการดูแลอดีตข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ

เพราะเมื่อเป็น “ข้าราชการ” จะได้รับการดูแลตอบแทนการทำงานเริ่มตั้งแต่เงินเดือนวันแรกไปจนถึง “เกษียณอายุ” ที่ไฮไลท์สำคัญคือเงินบำเหน็จ-บำนาญ ไว้ใช้ถึง บั้นปลายชีวิตได้แบบสบายๆ

หากเริ่มสตาร์ทเงินเดือนที่ 15,000 บาท แต่เมื่อคิดถึงตอนเกษียณจะได้รับบำเหน็จ-บำนาญ โดยทั้ง 2 แบบนี้จะมีการคำนวณเงินที่แตกต่างกัน

การคำนวณเงินบำนาญ จะใช้สูตรคือ คือ (เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x อายุราชการ) / 50 เช่น เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคือ 30,000 และทำงานมา 30 ปี คุณจะได้เงินบำนาญที่ (30,000 x 30)/50 = 18,000 บาทต่อเดือน

การคำนวณเงินบำเหน็จ จะใช้สูตรคือ เงินเดือนสุดท้าย x อายุราชการ เช่น เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคือ 30,000 และทำงานมา 30 ปี คุณจะได้เงินบำเหน็จที่ 30,000 x 30 = 900,000 บาท (เป็นเงินก้อน)

ถือว่าครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนจนการทำงาน “ข้าราชการ”

ขณะเดียวกัน ระหว่างการทำงานยังมีสวัสดิการที่คุ้มค่าต่อการเป็นข้าราชการ เพราะนอกจาก “เงินเดือน” ที่จะได้รับไม่คงที่ เพราะจะมีเงินเพิ่มจากการเลื่อนขั้นตำแหน่งที่มีการตั้งในงบฯ กลางอีก 1.3 หมื่นล้านบาท ใช้สำหรับการเลื่อนขั้น-เลื่อนอันดับเงินเดือนของข้าราชการที่มีการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระหว่างปี รวมถึงการปรับวุฒิการศึกษา ทำให้เงินเดือนปรับขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ ตลอดอายุราชการจะมีกลไกช่วยเหลืออีก เพราะมีเงินสมทบของลูกจ้างประจำ ตั้งงบฯ 320 ล้านบาท เป็นเงินที่รัฐบาลต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพลูกจ้างประจำ (กสจ.) ในอัตรา 3% ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 ซึ่งยอดเงินจะแปรผันตามการเข้า-ออกของสมาชิกตลอดปีงบประมาณ

และยังมีงบฯ เงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ ตั้งที่ 2.48 หมื่นล้านบาท เป็นเงินที่รัฐจ่ายสมทบและชดเชยเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ในอัตรา 3% และ 2% ของเงินเดือนข้าราชการที่เป็นสมาชิกตามลำดับ ซึ่งงบส่วนนี้จะแปรผันตามจำนวนข้าราชการเข้าใหม่และลาออกระหว่างปีเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน มีการดูแลถึงสุขภาพ จากการตั้งงบฯ ในปี 2569 อยู่ที่ 9.42 หมื่นบาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งงบสวัสดิการก้อนใหญ่ที่รัฐบาลต้องดูแล ไม่เพียงแต่ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของรัฐ ผู้ได้รับเบี้ยหวัด บำนาญ 

แต่สำคัญเลยงบฯ นี้ยังดูแลทั่วถึงบิดา มารดา คู่สมรส และบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ซึ่งเชื่อมต่อกับงบฯ ที่จ่ายเงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 4.84 พันล้านบาท เป็นเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร และเงินช่วยเหลือพิเศษกรณีเสียชีวิตในระหว่างรับราชการ 

สำหรับเหตุผลที่ต้องตั้งเป็นงบกลางฯ ไว้ในบางกรณีไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ว่ารายจ่ายจะจบที่เท่าไหร่ เพราะงบฯ เบิกจ่ายค่าเล่าเรียนบุตรไม่ทราบจำนวนเท่าใด หรือมีผู้เสียชีวิตกี่รายในแต่ละปี หรือไม่สามารถทราบล่วงหน้าได้ว่าจะมีข้าราชการบรรจุใหม่หรือปรับวุฒิเพิ่มขึ้นเท่าใด จึงมีการตั้งงบฯ กลางขึ้นมารองรับการใช้จ่ายต่างๆ

ในสวัสดิการนี้ ยังมีสิทธิ “การลา” ทั้งลาป่วย จำนวน 30 วันต่อปีงบประมาณ ลาคลอดบุตรไม่เกิน 90 วัน ลาไปดูแลภรรยาหลังคลอดบุตร จำนวน 90 วัน ลาพักผ่อนประจำปี จำนวน 10 วันต่อปีงบประมาณ ลาอุปสมบท จำนวน 60 วัน ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัยหรือดูงาน ลาติดตามคู่สมรส ลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ ซึ่งทั้งหมดนี้ หากรวมๆ แล้วลาได้มากกว่า 30 วัน อ่านข้อมูลเพิ่มเติม https://webportal.bangkok.go.th/public/user_files_editor/149/คำสั่ง/การลาของข้าราชการ%2019-3-2569.pdf (คลิก)

เจาะลึกโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ข้อมูลปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีจำนวนกำลังคนภาครัฐรวมทั้งสิ้น 3,004,485 คน โดยเมื่อจำแนกออกตามประเภทของบุคลากร จะพบว่าแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ที่มีสัดส่วนแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้

1.ข้าราชการ มีจำนวนทั้งหมด 1,756,606 คน คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ถึง 58% ของกำลังคนภาครัฐทั้งหมด และ 2.กำลังคนประเภทอื่น มีจำนวนทั้งหมด 1,247,879 คน คิดเป็นสัดส่วน 42% ของกำลังคนภาครัฐทั้งหมด

เมื่อลงลึกในรายละเอียดของกลุ่ม ข้าราชการ จำนวนกว่า 1.75 ล้านคน พบว่ากลุ่มที่มีจำนวนบุคลากรมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา พลเรือนสามัญ และทหาร ตามลำดับ โดยมีตัวเลขแยกตามประเภทการจ้างงานดังนี้

 * ครูและบุคลากรทางการศึกษา: 444,168 คน

 * พลเรือนสามัญ: 414,088 คน

 * ทหาร: 368,711 คน

 * ตำรวจ: 213,086 คน

 * พนักงานส่วนตำบล: 81,163 คน

 * พนักงานเทศบาล: 70,367 คน

 * ครูส่วนท้องถิ่น: 53,574 คน

 * กรุงเทพมหานคร: 35,126 คน

 * องค์การบริหารส่วนจังหวัด: 27,833 คน

 * องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ: 26,364 คน

 * พลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา: 9,408 คน

 * ตุลาการ: 5,297 คน

 * อัยการ: 4,257 คน

 * รัฐสภาสามัญ: 3,164 คน

สำหรับกลุ่มกำลังคนประเภทอื่น ที่มีจำนวนรวมกว่า 1.24 ล้านคนนั้น ถือเป็นส่วนสนับสนุนที่สำคัญในระบบราชการ โดยประเภทที่มีการจ้างงานสูงสุดคือกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวและพนักงานจ้าง ซึ่งมีรายละเอียดจำแนกได้ดังนี้

 * ลูกจ้างชั่วคราว: 271,917 คน

 * พนักงานจ้าง: 223,528 คน

 * พนักงานรัฐวิสาหกิจ: 219,014 คน

 * พนักงานราชการ: 179,567 คน

 * พนักงานมหาวิทยาลัย: 136,859 คน

 * พนักงานกระทรวงสาธารณสุข: 121,285 คน

 * ลูกจ้างประจำ: 82,111 คน

 * พนักงานองค์การมหาชน: 13,598 คน

สวัสดิการคุ้มค่าต่อการลงทุน “ชีวิต” ถือเป็นเรื่องดีในด้านหน้าที่การงานหากสามารถสอบรับ “ข้าราชการ“ ซึ่งได้แต่หวังว่าผู้ที่สอบผ่านจะเป็น ”ตัวจริง“ ในสนามสอบ

 

ที่มา : จ่าย 8 แสนแลก 15,000 สวัสดิการ “ข้าราชการ” คุ้มค่าการลงทุน “ทุจริต” ? » อีจัน

836
วันที่ 24 มิถุนายน 2569