หนุ่มขายผลไม้ช็อก! ตรวจพบ "มะเร็งตับ" ทั้งที่ไม่ดื่มเหล้า หมอพบต้นเหตุ ที่แท้อยู่ในร้านตัวเอง

ชายวัย 36 ป่วยมะเร็งตับ ทั้งที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ กินผักผลไม้ทุกวัน แพทย์ชี้สาเหตุจากความประหยัด เผยสัญญาณมะเร็งตับที่ควรรู้

“กินผลไม้เป็นเรื่องดี แล้วผลไม้จะทำให้เป็นมะเร็งตับได้อย่างไร?” คำถามของชายชาวจีนวัย 36 ปี กลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาเผยแพร่ต่อบนโลกออนไลน์ หลังเจ้าตัวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3 ทั้งที่เชื่อมาตลอดว่าตนเองใช้ชีวิตค่อนข้างมีสุขภาพดี

อย่างไรก็ตาม เคสนี้ผลไม้สดที่สะอาดและเก็บรักษาอย่างเหมาะสมไม่ได้เป็นสาเหตุของมะเร็งตับ ประเด็นในเรื่องนี้อยู่ที่พฤติกรรมรับประทานผลไม้ซึ่งเน่าเสียหรือมีเชื้อรา ซึ่งผู้ป่วยเป็นพ่อค้าขายผลไม้ และอาจมีผลไม้ที่ขายไม่ทัน ทำให้ช้ำ หรือเน่า รวมถึงความเสี่ยงจากอาหารที่อาจปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราบางชนิด

ถือเป็นคำเตือนสำคัญว่า อาหารที่มีร่องรอยเน่าเสียหรือขึ้นราไม่ควรเสียดายจนเสี่ยงนำมารับประทาน

เริ่มจากอ่อนเพลีย ก่อนพบมะเร็งตับระยะ 3

ข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่า ชายคนดังกล่าวมีนามสกุลว่า “หวัง” เป็นชาวมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน และเปิดร้านขายผลไม้อยู่ในกรุงปักกิ่งมานานเกือบ 10 ปี เนื่องจากเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะไม่ดี เขาจึงเป็นคนขยันและใช้จ่ายอย่างประหยัดมาตลอด

ประมาณ 4 เดือนก่อนเข้ารับการตรวจ เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และมีอาการไม่สบายบริเวณท้องส่วนบนอย่างต่อเนื่อง แต่เข้าใจว่าเป็นผลมาจากการทำงานหนัก กระทั่งผิวหนังและตาขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาล

ผลตรวจพบว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3 และโรคเริ่มมีการแพร่กระจายแล้ว ข่าวดังกล่าวสร้างความตกใจให้กับเจ้าตัวอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาเขาพยายามออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และรับประทานผลไม้เป็นประจำ

นิสัยเสียดายของกิน ตัดส่วนเน่าแล้วกินต่อมาหลายปี

เมื่อตรวจสอบพฤติกรรมการกินอย่างละเอียด จึงพบว่าในร้านมักมีผลไม้ช้ำ เน่า หรือขึ้นราเหลือจากการขาย ด้วยความเสียดายและไม่ต้องการทิ้ง เขาจึงใช้มีดตัดเฉพาะส่วนที่ดูเสียออก แล้วรับประทานเนื้อส่วนที่เหลือเป็นประจำ โดยทำเช่นนี้ติดต่อกันมาหลายปี

ความเข้าใจที่ว่า “ตัดส่วนเสียออกแล้ว ส่วนที่เหลือยังกินได้เสมอ” อาจไม่ปลอดภัยกับอาหารทุกชนิด เพราะเส้นใยของเชื้อราสามารถแทรกลงไปในอาหารได้ลึกกว่าส่วนที่มองเห็น โดยเฉพาะอาหารเนื้อนิ่มหรือมีความชื้นสูง เช่น ผลไม้เนื้อนิ่ม ขนมปัง และอาหารปรุงสุก

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ แนะนำว่า อาหารเนื้อนิ่มซึ่งพบเชื้อราควรทิ้งทั้งชิ้น เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนอยู่ใต้พื้นผิว ส่วนผักหรือผลไม้เนื้อแข็งบางชนิดอาจตัดรอบและใต้บริเวณขึ้นราออกอย่างน้อยประมาณ 2.5 เซนติเมตรได้ แต่ต้องระวังไม่ให้มีดสัมผัสเชื้อราแล้วปนเปื้อนไปยังส่วนอื่น

อะฟลาทอกซินคืออะไร เกี่ยวข้องกับมะเร็งตับอย่างไร?

อะฟลาทอกซิน เป็นสารพิษจากเชื้อรา หรือสารกลุ่มไมโคทอกซิน ซึ่งสร้างโดยเชื้อราบางชนิด ได้แก่ Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus สารชนิดนี้สามารถปนเปื้อนในอาหารระหว่างการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว หรือเก็บรักษา โดยเฉพาะเมื่ออาหารอยู่ในสภาพร้อนและชื้น

องค์การอนามัยโลกระบุว่า อาหารที่พบความเสี่ยงของอะฟลาทอกซินบ่อย ได้แก่ ข้าวโพด ข้าว ถั่วลิสง ถั่วเหลือง เมล็ดพืช เครื่องเทศ และถั่วเปลือกแข็งบางชนิด ขณะที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ยืนยันว่า การได้รับอะฟลาทอกซินจากอาหารที่ปนเปื้อนสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับที่เพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เชื้อราทุกชนิดจะสร้างอะฟลาทอกซิน และไม่สามารถสรุปได้ว่าผลไม้ที่ช้ำหรือเน่าทุกชิ้นมีสารดังกล่าว แต่การรับประทานอาหารที่เน่าเสียหรือขึ้นราก็ยังไม่ปลอดภัยและควรหลีกเลี่ยง

อาหารขึ้นราแบบไหนควรทิ้งทันที?

เมื่อพบเชื้อราบนอาหาร สิ่งสำคัญคืออย่าดมใกล้ๆ เพราะอาจสูดสปอร์ของเชื้อราเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และไม่ควรล้างหรือตัดเพียงผิวด้านนอกแล้วรับประทานต่อโดยอัตโนมัติ เนื่องจากอาหารแต่ละประเภทมีโครงสร้างแตกต่างกัน

  • ผลไม้เนื้อนิ่มและมีน้ำมาก เช่น สตรอว์เบอร์รี องุ่น ลูกพีช และมะเขือเทศ ควรทิ้งทั้งชิ้นเมื่อพบเชื้อรา
  • ขนมปังและเบเกอรี ควรทิ้งทั้งหมด เพราะเชื้อราสามารถแทรกลงในเนื้ออาหารที่มีรูพรุนได้
  • อาหารปรุงสุก ข้าว พาสต้า และอาหารเหลือ หากพบเชื้อราควรทิ้ง ไม่ควรตักเฉพาะส่วนเสียออก
  • ถั่ว ธัญพืช และเมล็ดพืช หากมีกลิ่นอับ สีผิดปกติ หรือมีเชื้อราควรทิ้งทันที
  • ผักและผลไม้เนื้อแข็ง อาจตัดรอบบริเวณขึ้นราออกได้ แต่ควรตัดลึกและกว้างอย่างน้อยประมาณ 2.5 เซนติเมตร

4 ปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ

มะเร็งตับไม่ได้เกิดจากผลไม้เน่าหรืออะฟลาทอกซินเพียงปัจจัยเดียว สถาบันมะเร็งแห่งชาติและสมาคมโรคมะเร็งอเมริกันระบุว่า โรคนี้มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ซึ่งบางอย่างอาจเกิดร่วมกันและเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น

1. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรัง

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของมะเร็งตับ เพราะการอักเสบเรื้อรังสามารถนำไปสู่พังผืด ตับแข็ง และมะเร็งได้ การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี รวมถึงการตรวจและรักษาผู้ติดเชื้อ จึงมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยง

2. โรคตับแข็งและการดื่มแอลกอฮอล์

การดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงของโรคตับ โดยร่างกายจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นอะเซทัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง การดื่มหนักเป็นเวลานานยังอาจทำให้เกิดตับอักเสบและตับแข็ง ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งตับตามมา

3. อาหารปนเปื้อนอะฟลาทอกซิน

การได้รับอะฟลาทอกซินจากอาหารที่ปนเปื้อนเป็นเวลานานสัมพันธ์กับมะเร็งตับ โดยเฉพาะในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว จึงควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน เก็บในที่แห้ง และทิ้งอาหารที่มีกลิ่นอับหรือพบเชื้อรา

4. โรคอ้วน เบาหวาน และภาวะไขมันพอกตับ

น้ำหนักตัวเกิน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคไขมันพอกตับจากความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม สามารถนำไปสู่ภาวะตับอักเสบและตับแข็งในบางคน จึงถือเป็นอีกกลุ่มปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

สัญญาณมะเร็งตับที่ควรรีบพบแพทย์

มะเร็งตับในระยะแรกอาจยังไม่มีอาการชัดเจน เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้น ผู้ป่วยจึงเริ่มมีความผิดปกติ ทั้งนี้ อาการต่างๆ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งตับเสมอไป เพราะอาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน แต่ควรเข้ารับการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุ

  • รู้สึกไม่สบายหรือปวดบริเวณท้องด้านขวาบน
  • คลำพบก้อนแข็งใต้ชายโครงด้านขวา
  • ท้องบวมหรือมีขนาดใหญ่ขึ้นผิดปกติ
  • ผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม หรืออุจจาระมีสีซีด
  • เหนื่อยล้าและอ่อนแรงผิดปกติ
  • เบื่ออาหารหรืออิ่มเร็ว
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้
  • มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่ายผิดปกติ

สำหรับสูตรสังเกตอาการที่แชร์กันว่า “2 กลิ่น 2 แดง 3 เหลือง” ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัยมาตรฐาน และกลิ่นลมหายใจหรือปัสสาวะผิดปกติก็เกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงไม่ควรใช้สูตรดังกล่าวตัดสินว่าตนเองเป็นโรคตับหรือมะเร็งตับ ควรอาศัยการตรวจโดยแพทย์และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ผลไม้ไม่ได้ทำให้เป็นมะเร็ง แต่ต้องกินอย่างปลอดภัย

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้ไม่ใช่การเลิกกินผลไม้ เพราะผลไม้สดที่สะอาดและรับประทานอย่างเหมาะสมยังเป็นส่วนหนึ่งของอาหารเพื่อสุขภาพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการเสียดายอาหารจนเลือกกินของที่เน่าเสีย ขึ้นรา หรือเก็บรักษาไม่ถูกวิธี

หากพบเชื้อราบนผลไม้เนื้อนิ่มหรือไม่มั่นใจว่าอาหารยังปลอดภัยหรือไม่ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือทิ้งทันที เงินที่ประหยัดได้จากอาหารเพียงเล็กน้อยอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ตามมา

ส่วนผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี มีภาวะตับแข็ง ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เป็นโรคเบาหวาน หรือมีไขมันพอกตับ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการติดตามสุขภาพตับ เพราะการตรวจพบความผิดปกติเร็ว ย่อมเพิ่มโอกาสในการวางแผนรักษาได้ทันท่วงที

 

ที่มา: หนุ่มขายผลไม้ช็อก! ตรวจพบ "มะเร็งตับ" ทั้งที่ไม่ดื่มเหล้า หมอพบต้นเหตุ ที่แท้อยู่ในร้านตัวเอง

1707
วันที่ 2 กันยายน 2569