หอการค้า เผยครอบครัวไทยสุดแบก จ่ายค่าเลี้ยงลูก-ค่าเรียนพุ่ง รับค่าครองชีพแพง

วันนี้ (12 ส.ค.69) ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่าย สถานะทางการเงิน และภาระหนี้สินของประชาชน พบว่าโครงสร้างค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัวทั้งบุตร หลาน และบุพการี ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องทางการเงินของครัวเรือนไทย โดยสำรวจระหว่างวันที่ 27 ก.ค.-3 ส.ค.69 จำนวน 1,432 กลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ

ภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรและหลาน

จากผลการสำรวจค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตร พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 63.7 มีค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรต่อเดือนต่ำกว่า 5,000 บาท ขณะที่ร้อยละ 18.2 มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5,000–10,000 บาท ร้อยละ 14.0 อยู่ที่ 10,001–20,000 บาท และร้อยละ 4.1 มีค่าใช้จ่ายเกิน 20,001 บาทขึ้นไป โดยกลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 40,001 บาทขึ้นไป มีสัดส่วนการใช้จ่ายดูแลบุตรมากกว่า 20,001 บาทต่อเดือนสูงถึงร้อยละ 17.5

เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตร/หลานกับช่วงปีที่ผ่านมา พบว่าร้อยละ 66.8 ระบุว่าค่าใช้จ่ายไม่เปลี่ยนแปลง ร้อยละ 28.7 ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 16.3) และร้อยละ 4.5 ระบุว่าค่าใช้จ่ายลดลง

สำหรับทัศนคติต่อภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร (คะแนนเต็ม 10) มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.46 โดยกลุ่มที่รู้สึกว่าภาระสูงกว่าค่าเฉลี่ย ได้แก่ กลุ่มผู้มีรายได้ 5,000–10,000 บาท (3.47), กลุ่มเกษตรกร (2.98), กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 40,000 บาท (2.89), และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพรับจ้างรายวัน (3.89) ในเชิงพื้นที่พบว่าภาคกลาง (3.12) รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล (3.01) มีระดับภาระสูงกว่าค่าเฉลี่ย

โครงสร้างค่าใช้จ่ายหลักในการเลี้ยงดูบุตรประกอบด้วย

  1. ค่าเลี้ยงดู (อาหารและเครื่องดื่ม) ร้อยละ 26.6
  2. ค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์การเรียน ร้อยละ 26.1
  3. ค่าเรียนเสริม ร้อยละ 11.3
  4. ค่าเครื่องนุ่งห่ม ร้อยละ 9.7
  5. ค่าคนช่วยดูแล ร้อยละ 8.7
  6. ค่ากิจกรรมเสริม ร้อยละ 7.5
  7. ค่าประกัน ร้อยละ 6.0
  8. ค่ารักษาพยาบาล/วัคซีน ร้อยละ 4.1

ภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลบุพการี

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดูแลบุพการี ผลสำรวจระบุว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 84.6 มีค่าใช้จ่ายดูแลบุพการีต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน รองลงมาคือช่วง 5,000–10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 13.5 และช่วง 10,001–20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 1.9

เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ร้อยละ 82.0 ระบุว่าค่าใช้จ่ายไม่เปลี่ยนแปลง ร้อยละ 10.8 ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และร้อยละ 7.2 ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายลดลง

ระดับความรู้สึกต่อภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุพการีมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.48 (จากเต็ม 10) โดยกลุ่มที่มองว่าเป็นภาระสูงกว่าค่าเฉลี่ย ได้แก่ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท (2.67), ผู้รับจ้างรายวัน (2.20), ประชาชนในภาคกลาง (2.36) รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล (2.22)

สถานะทางการเงิน รายได้ และสภาพคล่องครัวเรือน

เมื่อประเมินสถานะทางการเงินในปัจจุบันเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่าในปี 2569 สัดส่วนผู้ที่ระบุว่าสถานะการเงิน “ดีขึ้น” ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ตอบว่าดีขึ้นมากร้อยละ 13.6 และดีขึ้นร้อยละ 16.8 (รวมเป็นร้อยละ 30.4 เทียบกับปี 2568 ที่มีสัดส่วนดีขึ้นรวมร้อยละ 19.4) ขณะที่กลุ่มที่ตอบว่า “เหมือนเดิม” อยู่ที่ร้อยละ 53.3 และกลุ่มที่ตอบว่า “แย่ลง” มีสัดส่วนลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 13.4 และแย่ลงมากร้อยละ 2.9

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกถึงความเพียงพอของรายได้ต่อค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน พบความเปราะบางที่น่ากังวล ร้อยละ 27.8 มีรายได้เพียงพอและมีเงินเหลือเก็บ ร้อยละ 48.7 มีรายได้เพียงพอแต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ ร้อยละ 20.2 รายได้ไม่เพียงพอ ต้องกู้ยืมเป็นครั้งคราว และร้อยละ 3.3 รายได้ไม่เพียงพออย่างมาก ต้องกู้ยืมเป็นประจำ

สัดส่วนดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 23.5 กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจนต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

สถานการณ์หนี้สินและแนวทางแก้ไข

ด้านสถานะภาระหนี้ในปัจจุบัน ประชาชนร้อยละ 38.2 มีภาระหนี้เท่าเดิม, ร้อยละ 27.8 ระบุว่าหนี้ลดลง, ร้อยละ 19.6 ระบุว่าหนี้ลดลงอย่างมาก ขณะที่กลุ่มที่มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 12.9 และเพิ่มขึ้นมากร้อยละ 1.5

สาเหตุหลักของการเป็นหนี้ ได้แก่

  1. รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ร้อยละ 23.1
  2. ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 20.6
  3. ภาระทางการเงินในครอบครัวมากขึ้น ร้อยละ 20.4
  4. เกิดค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด ร้อยละ 10.6
  5. การใช้จ่ายเกินตัว ร้อยละ 8.8
  6. การลงทุนที่ล้มเหลว ร้อยละ 7.1
  7. ตกงาน ร้อยละ 5.9
  8. เป็นหนี้ทางการศึกษา ร้อยละ 3.5

สำหรับแนวทางที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าการ เพิ่มรายได้ เป็นทางออกที่สำคัญที่สุด คิดเป็นร้อยละ 33.5 ตามมาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย (ร้อยละ 19.8), การลดค่าใช้จ่าย (ร้อยละ 19.6), การปรับโครงสร้างหนี้ (ร้อยละ 12.6), การได้รับคำปรึกษาด้านการเงิน (ร้อยละ 10.6), เงินช่วยเหลือการดูแลบุพการี (ร้อยละ 2.5) และเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายบุตร (ร้อยละ 1.5)

ที่มา : หอการค้า เผยครอบครัวไทยสุดแบก จ่ายค่าเลี้ยงลูก-ค่าเรียนพุ่ง รับค่าครองชีพแพง » อีจัน

982
วันที่ 12 สิงหาคม 2569