ธปท.เตือน‘หนี้เสีย’ยังขาขึ้น ‘วิทัย’ รับเอ็นพีแอล ‘เอสเอ็มอี-รายย่อย’ น่าห่วงสุด

ภายใต้ “เศรษฐกิจโลก” ที่เผชิญความผันผวนรุนแรง และเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นถี่กว่าที่เคย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับบทบาทจากการเป็น “ผู้ดูแลเสถียรภาพด้านการเงิน” ไปสู่การมีส่วนร่วมแก้ไข “ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ” มากขึ้น
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ธปท. ยังคงติดตามต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 2569
โดยเฉพาะสิ่งที่ธปท. ให้ความสำคัญคือ “หนี้ครัวเรือน” แม้ตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ไม่ควรตีความว่าปัญหาหนี้คลี่คลายแล้ว เพราะการลดลงของสัดส่วนดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการที่จีดีพีขยายตัวจากภาวะเงินเฟ้อ มากกว่าการลดลงของยอดหนี้จริง

ดังนั้น ในเชิงมูลค่าหนี้ครัวเรือนยังไม่ได้ลดลงมาก ขณะที่สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้การขยายตัวของหนี้ใหม่ชะลอลง และทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลงบางส่วน
ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน จึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการ หรือโครงการเพียงครั้งเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ดำเนินการต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ธปท. และสถาบันการเงิน เพื่อช่วยลดภาระประชาชนในระยะยาว
หากเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือที่ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็มีโอกาสค่อย ๆคลี่คลายในระยะกลางและยาว
ดังนั้น แนวโน้มเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง ธปท. ประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมีอยู่ 3 เรื่อง คือ เงินเฟ้อ การเติบโตเศรษฐกิจ และคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคาร
โดย “คุณภาพสินเชื่อ” ที่ธปท. ยังคงติดตามใกล้ชิดเกี่ยวกับแนวโน้ม “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” (NPL) ใกล้ชิด โดยคาดเอ็นพีแอลยังขยับ “เพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะหนี้เอ็นพีแอลในส่วนหนี้เอสเอ็มอีและรายย่อย จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แต่เชื่อจะยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และธปท. พร้อมทยอยออกมาตรการรองรับตามความเหมาะสม
สำหรับ “เงินเฟ้อ” แรงกดดันด้านราคามีแนวโน้มผ่อนคลายลงโดยอัตราเงินเฟ้อทั้งปีอาจต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับเงินเฟ้อในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่มีแนวโน้มไม่เร่งตัวตามที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบอย่างใกล้ชิด เพราะยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและสงครามในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผ่านมายังเงินเฟ้อของไทยได้
ด้าน “การเติบโตเศรษฐกิจ” ธปท. คาดจีดีพีปีนี้จะขยายตัวประมาณ 2.3% แม้จะไม่ใช่อัตราการเติบโตที่สูงนัก แต่ถือว่าดีกว่าที่เคยกังวลในช่วงที่สถานการณ์สงครามรุนแรง ซึ่งเคยมีการประเมินว่าเศรษฐกิจอาจขยายตัวเหลือเพียงประมาณ 1.5% โดยความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคับประคองการเติบโต
สำหรับมุมมองภาพเศรษฐกิจโดยรวมมองวันนี้เราอยู่ในโลกที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะความไม่แน่นอน และเหตุการณ์ช็อกระดับโลก (Global Shock) ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งคราวเหมือนในอดีต แต่เกิดขึ้นถี่ขึ้นจนกลายเป็นความปกติใหม่ ส่งผลให้ทั้งภาคธุรกิจและสถาบันการเงินไม่สามารถดำเนินงานด้วยแนวคิดเดิมได้อีกต่อไป
เดิมทีเหตุการณ์กระทบเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ อาจเกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในรอบสิบปี แต่ปัจจุบันกลับเกิดขึ้นแทบทุกปี ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน หรือภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ทำให้องค์กรจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว เทคโนโลยีโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว ผู้บริหาร ธปท. เห็นว่า AI จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ขององค์กร ภาคธุรกิจจึงควรเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในระยะยาว
ขณะเดียวกัน แนวคิดการดำเนินธุรกิจเองก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งสร้างผลกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างการเติบโตที่สมดุล โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า ผู้ประกอบการ ซัปพลายเออร์ พนักงาน ชุมชน และสังคม เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
สอดคล้องกับแนวทาง ESGและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกธุรกิจ
ในด้านประเด็น Thai Baht Stablecoin ที่ธปท.อยู่ระหว่างการผลักดันถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลของไทย โดยธปท.คาดว่าจะมีความชัดเจนของหลักเกณฑ์ภายในสิ้นปีนี้
“การเกิดขึ้นของ Thai Baht Stablecoin ที่อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์ ไม่ใช่การสร้างสกุลเงินใหม่ขึ้นมาแข่งขันกับเงินบาท แต่เป็นกลไกการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงิน”
ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การชำระเงิน การต่อยอดบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงินไทยในอนาคต
ด้านการกำกับดูแล ธปท. เตรียมใช้ระบบการออกใบอนุญาต โดยผู้ที่จะออก Stablecoin จะต้องได้รับอนุญาตจาก ธปท. และจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตจะมีอย่างจำกัด เพื่อให้สามารถกำกับดูแลความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
โดยหลังจากนี้จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาและประกาศใช้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลารวมประมาณ 3 เดือน และมีความชัดเจนภายในสิ้นปี