งบรักษาข้าราชการพุ่ง 9 หมื่นล้าน บัญชีกลางเล็งรื้อระบบใหม่ ชัดเจนใน 1 เดือน

อธิบดีกรมบัญชีกลาง เผย งบฯ ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการพุ่งปีละ 9 หมื่นล้านบาท เตรียมรื้อระบบใหม่ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็น 4 เรื่อง บังคับเบิกจ่ายตรง-เปิดทางเลือกใช้สิทธิ์อื่น-ลงโทษหากทุจริต-เพิ่มความโปร่งใสโรงพยาบาล คาดได้ข้อสรุปใน 1 เดือน
13 ก.ค. 2569 – นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐและแนวทางการปรับปรุงสวัสดิการข้าราชการ โดยจากการรับฟังความคิดเห็นข้าราชการรุ่นใหม่ของกรมบัญชีกลางที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี พบว่าข้าราชการกลุ่มนี้ไม่ได้อยากได้บำนาญแต่ต้องการเงินเดือนที่สูงขึ้นเพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้ในปัจจุบัน
“เด็กสมัยนี้บอกว่าเขาอยากได้เงินเดือนที่เขาอยู่ได้ในปัจจุบันมากกว่าซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเงินเดือนที่ได้รับใช้ชีวิตได้ยากในบางพื้นที่จริงๆ และเด็กๆ มองว่าเขามีกองทุน กบข. อยู่แล้ว เขาอยากออมเพิ่มเองหรืออยากได้เงินไปวางแผนชีวิตและลงทุนเองในสิ่งที่อยากทำ และยินดีที่จะซื้อประกันสุขภาพเอง แต่ขอความชัดเจนจากรัฐว่าจะได้รับสวัสดิการอะไรบ้างเพื่อจะได้วางแผนถูก”
ทั้งนี้หากมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์เรื่องค่าใช้จ่ายสวัสดิการแล้วจะมีผลสำหรับข้าราชการที่เข้าใหม่เท่านั้น สำหรับข้าราชการเดิมที่เซ็นสัญญาจ้างไปแล้วยืนยันว่าจะไม่มีการปรับลดบำเน็จบำนาญใดๆ ทั้งสิ้น
นางแพตริเซีย เปิดเผยต่อว่า ในส่วนของสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ปัจจุบันกรมบัญชีกลางดูแลผู้มีสิทธิ์และบุคคลในครอบครัวได้แก่ตัวข้าราชการเอง บิดา-มารดา และ บุตร รวมประมาณ 5 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งมีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ขณะที่ปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ทำให้คนมีอายุยืนขึ้นประกอบกับโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็วที่ยารักษามะเร็งในปัจจุบันมีราคาสูง จำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการบริโภค เช่น การดื่มน้ำหวานหรืออาหารที่มีแคลอรี่สูง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น
“ค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มสูงขึ้นเพราะโรคมีความซับซ้อนขึ้น ค่ารักษาพยาบาลจะแพงที่สุดในช่วงประมาณไม่เกิน 1 เดือนสุดท้ายของชีวิต ซึ่งรัฐดูแลข้าราชการจนถึงวาระสุดท้าย ทำให้งบประมาณส่วนนี้สูงมาก โดยกรมบัญชีกลางได้รับการจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ในแต่ละปีประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายก็เกือบจะเท่างบฯ ที่ได้รับแล้ว”
ทั้งนี้ขณะนี้กรมบัญชีกลางอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล โดยมุ่งเน้นไปที่ 4 ประเด็นสำคัญเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้น ดังนี้
- กำหนดให้ใช้ระบบเบิกจ่ายตรงเท่านั้น โดยกำหนดให้การใช้สิทธิ์รักษาพยาบาลต้องทำผ่านระบบเบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลางเท่านั้น เพื่อความถูกต้องและตรวจสอบได้
- ให้สิทธิ์เลือกใช้สิทธิ์อื่น โดยเดิมกฎหมายบังคับว่าหากเป็นญาติสายตรงข้าราชการต้องใช้สิทธิ์ข้าราชการเท่านั้น แต่เกณฑ์ใหม่จะ เปิดโอกาสให้บุคคลในครอบครัวเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิ์ข้าราชการ หรือจะไปใช้สิทธิ์ประกันสังคม หรือสิทธิ์ 30 บาท ตามความสมัครใจ
- มาตรการลงโทษทุจริต โดยหากตรวจพบว่าบุคคลในครอบครัวแม้เพียงคนเดียวทุจริตสิทธิ์รักษาพยาบาล เช่น การนำสิทธิ์ไปช้อปปิ้งยาเพื่อนำไปขายต่อจะถูกสั่งตัดสิทธิ์การรักษาพยาบาลทั้งครอบครัว รวมถึงตัวข้าราชการผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์ด้วย
- เพิ่มความโปร่งใสของสถานพยาบาล กำหนดเกณฑ์ให้โรงพยาบาลต้องมีความโปร่งใสในการสั่งยาและบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล
“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมากรมบัญชีกลางตรวจพบความเสียหายจากการทุจริตสะสมประมาณ 200-250 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันระบบมีรายการเบิกจ่ายกว่า 35 ล้านรายการต่อปี แต่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโดยตรงเพียง 6 คน ทำให้การตรวจสอบด้วยแรงงานคนมีข้อจำกัด ปัจจุบันจึงอยู่ระหว่างพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analytics เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติของการเบิกจ่าย ให้สามารถตรวจพบการทุจริตได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น”
นางแพตริเซีย เปิดเผยว่า อีกประเด็นที่อาจต้องยกให้เป็นวาระแห่งชาติ คือ การส่งเสริมให้ใช้ยาสามัญที่ผลิตในประเทศ (Generic Drugs) เป็นอันดับแรกก่อนใช้ยาจากต่างประเทศ (Original Drugs) ที่มีราคาสูงกว่าหลายสิบเท่า
“ยาสามัญมีตัวยาสำคัญเหมือนกับยาต่างประเทศทุกประการ เราคงไม่ได้ห้ามการใช้ยาจากต่างประเทศแต่อาจมีการออกเกณฑ์ปฏิบัติให้แพทย์เริ่มจ่ายยาจากยาสามัญก่อนหากไม่ได้ผลจึงค่อยขยับไปใช้ยาตามสเต็ป”
นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยมีหน่วยงานด้านสาธารณะสุขเคยมีข้อเสนอในการจัดอาหารว่างของหน่วยงานรัฐไม่ให้เกิน 100 แคลอรี่ต่อมื้อ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและลดการเจ็บป่วยในระยะยาว
สำหรับแนวคิดการนำระบบประกันภัยมาใช้ทดแทน นางแพตริเซีย เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางเคยศึกษาเรื่องนี้แล้วและพบว่าเป็นเรื่องที่มีความยากเนื่องจากระบบราชการมีความซับซ้อนและแตกต่างจากบริษัทประกันคือการดูแลจนตาย โดยบริษัทประกันไม่สามารถดูแลผู้ป่วยไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตได้ นอกจากนี้ ระบบการบริหารจัดการและค่าใช้จ่ายในการทำการหักลบหนี้ (Clearing) ระหว่างระบบประกันกับโรงพยาบาลก็มีราคาสูงมาก
สำหรับการรับฟังความคิดเห็นกฎหมายดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน (ระหว่าง 10 ก.ค. – 8 ส.ค. 2569) ก่อนจะรวบรวมข้อมูลเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาบังคับใช้ต่อไป