คนกรุงฯ หวังผู้ว่าฯ แก้ปัญหา “ภาษีแฝง” แบกค่าครองชีพไม่ไหว

อีกไม่ถึง 24 ชั่วโมง จะได้รู้กันแล้วว่าใครจะไดนั่งตำแหน่งพ่อเมืองกรุงเทพฯ โดยชื่อที่นอนมาแน่ๆ คือ “ชัชชาติ” อดีตผู้ว่าฯ กทม. สมัยก่อน แต่ก็มี “คู่ชิง” หน้าใหม่ที่เข้ามาเป็นตัวเลือกในครั้งนี้
โดยการสัมภาษณ์ นายภาคภูมิ พันธุ์สถิต ผู้ดำเนินรายการเปิดปาก เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง เข้าโค้งสุดท้าย คนกรุงจะเลือกใคร แบบไหนที่ต้องการ ? โดยสัมภาษณ์ ดร.เลิศพร อุดมพงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า (KPI โพล) และ ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล เมื่อ 19 มิ.ย.69
บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปี 2569 มีแง่มุมที่น่าสนใจระหว่างตัวผู้สมัครและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยดร.เลิศพรฯ ได้ประเมินสถานการณ์ไว้ว่า “ผมคิดว่าผู้สมัครน่าจะคึกคักมากกว่าผู้เลือก ดูลงพื้นที่เยอะ ทุกคนทำการบ้านก็อยากจะได้คะแนน”
ขณะเดียวกันเมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของฐานแฟนคลับเดิมของแชมป์เก่าอย่าง อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จากการสำรวจพบว่า คนที่เคยเลือกในปี 2565 นั้นในวันนี้ความต้องการเลือกซ้ำไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อยู่ที่ประมาณ 60-70% สะท้อนว่ามีแฟนคลับบางส่วนที่หายไปและมีตัวเลือกใหม่ ๆ โผล่ขึ้นมา จุดนี้กลายเป็นช่องว่างและโอกาสให้ผู้สมัครรายอื่นมีความหวังมากขึ้น บรรยากาศในพื้นที่จริงของกรุงเทพฯ อาจดูคล้ายเดิมแต่ในโลกโซเชียลถือว่าคึกคักเป็นธรรมดา
ในทางกลับกัน ดร.สุวิชาฯ กลับมองว่าความตื่นเต้นของคนกรุงเทพฯ นั้นลดลงตั้งแต่ช่วงก่อนการเปิดรับสมัคร โดยระบุว่า “ผมทำโพลอันหนึ่งจำได้ว่าเลือกตั้งครั้งนี้ตื่นเต้นมั้ย คนเกินครึ่งประมาณ 60% บอกว่าไม่ตื่นเต้น”
ซึ่งเกิดจากสองเหตุผลหลัก คือ หนึ่ง รู้กันอยู่แล้วว่าใครจะได้ และสอง ได้คนไหนก็เหมือนกัน เนื่องจากในช่วงนั้นแม้ตัวเต็งอย่างอาจารย์ชัชชาติจะประกาศลงสมัครแล้ว แต่ยังไม่มีคู่แข่งที่เปิดตัวอย่างชัดเจน ทำให้คนรู้สึกว่าไม่มีอะไรให้ลุ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการได้ฝากเตือนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งว่าไม่ว่าใครจะชนะ หรือคะแนนโพลจะนำมาอย่างไร ทุกคนควรออกไปใช้สิทธิ์เพราะผลคะแนนที่ออกมาจะสะท้อนความพึงพอใจต่อการทำงานที่ผ่านมาอย่างแท้จริง
เจาะลึกคะแนนนิยมและการย้ายฐานเสียง
นิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจพบว่า คะแนนนิยมของอาจารย์ชัชชาติขยับตัวสูงขึ้นจาก 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ขึ้นมาเป็น 40, 50 จนถึงล่าสุดพุ่งไปถึง 72% และชนะในทุกโซน ทุกกลุ่มอายุและอาชีพ แต่มีข้อสังเกตในกลุ่มเยาวชนอายุ 18-25 ปี ที่คะแนนของอาจารย์ชัชชาติเคยสูงถึง 80% ได้หล่นลงมาเหลือ 75% โดยถูกนายชัยวัฒน์ ผู้สมัครจากพรรคประชาชนดึงคะแนนกลับไปได้บ้าง ถึงกระนั้น คะแนนรวมของ ดร.โจ ก็ยังคงนิ่งอยู่ที่ประมาณ 8% เนื่องจากไปเสียคะแนนในกลุ่มคนอายุ 36-45 ปี ส่วนอันดับอื่น ๆ เช่น ดร.เอ้ ได้คะแนนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9% จากกลุ่มคนอายุ 60 ปี และคุณอนุชาคะแนนยังคงนิ่งอยู่ที่ 3%
เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกตั้งระดับชาติกับการเลือกตั้งท้องถิ่น KPI โพลระบุว่า คะแนนของอาจารย์ชัชชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากกลุ่มผู้เลือกพรรคประชาชนในระดับชาติ ในการสำรวจครั้งแรก คนกลุ่มนี้เลือกอาจารย์ชัชชาติพอ ๆ กับ ดร.โจ ที่คะแนน 31% แต่การสำรวจครั้งที่สอง กลุ่มผู้เลือกพรรคประชาชนเปลี่ยนมาเลือกอาจารย์ชัชชาติเพิ่มขึ้นเป็น 45.4%
ขณะที่ ดร.โจ อยู่ที่ 30.6% เท่าเดิม ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าแคมเปญโจมตีเชิงลบ (Negative Campaign) ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้าไม่ได้ผล และส่งผลตีกลับกลายเป็นการเติมคะแนนให้อาจารย์ชัชชาติที่มีภาพลักษณ์ไม่โจมตีใคร ประกอบกับกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกการเมืองที่สะอาดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ฐานเสียงของพรรคอื่น ๆ เช่น เพื่อไทย หรือภูมิใจไทย ก็เทคะแนนให้อาจารย์ชัชชาติเช่นเดียวกัน
ข้อมูลจากการวิเคราะห์จับคู่ (Cross) คะแนนระหว่าง สก. และผู้ว่าฯ ของนิด้าโพล ชี้ให้เห็นว่า “ถนนทุกสายวิ่งสู่ชัชชาติหมดเลย” โดยพบว่า 83% ของคนเลือก สก. อิสระ จะเลือกผู้ว่าฯ ชัชชาติ 67% ของคนเลือก สก. จากพรรคประชาชน จะเลือกผู้ว่าฯ ชัชชาติ 45% ของคนเลือก สก. จากพรรคประชาธิปัตย์ จะเลือกผู้ว่าฯ ชัชชาติ 81% ของคนเลือก สก. เพื่อไทย จะเลือกผู้ว่าฯ ชัชชาติ และ 92% ของคนเลือก สก. จากกลุ่มเตอร์แบงค็อก จะเลือกผู้ว่าฯ ชัชชาติ
สำหรับแนวโน้มการเลือก สก. ผลสำรวจระบุว่าประชาชนจะได้เห็น “สภาหลากสี” ที่มีตัวแทนจากหลายพรรค โดยคะแนนนิยม สก. ล่าสุด คะแนนอันดับหนึ่งเป็นของผู้สมัครอิสระประมาณ 32% ตามด้วยพรรคประชาชน 27% ประชาธิปัตย์ 12% ทีมคนทำงาน 7% และเพื่อไทย 6% ซึ่งพรรคการเมืองใหญ่ ๆ หลายพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครครบทุกเขต ทำให้นักวิชาการมองว่ากลุ่มอดีต สก. เก่าที่มีคะแนนจัดตั้งในพื้นที่จะได้เปรียบอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีผู้มาใช้สิทธิ์น้อย คะแนนจัดตั้งเหล่านี้จะยิ่งส่งผลชัดเจน
5 อันดับปัญหาเมืองหลวง และ “ภาษีแฝง” ของคนกรุง
จากการสำรวจของ KPI โพล ปัญหา 5 อันดับแรกที่คนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญและต้องการให้แก้ไขมากที่สุด ได้แก่ 1. น้ำท่วมขังและการระบายน้ำ 2. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3. ฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะทางอากาศ 4. การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ และ 5. การจัดการขยะและความสะอาดของเมือง
นักวิชาการจากพระปกเกล้าอธิบายว่า ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่กระทบกับวงจรคุณภาพชีวิตประจำวันของคนเมืองโดยตรง ซึ่งสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ภาษีแฝง” นิยามของมันคือ “สิ่งที่เราต้องจ่ายเพิ่มโดยที่เราไม่อยากจ่าย เพราะสภาพปัญหาหน้างานบีบคั้นเรา เช่น อากาศไม่ดีต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศ เปลี่ยนไส้กรอง ซื้อหน้ากากอนามัย หรือปัญหาน้ำท่วมรถติดทำให้เสียค่าปรับเปลี่ยนเวลาชีวิต เสียค่าแท็กซี่เพิ่ม” รวมถึงปัญหาทางเท้าที่ชำรุดจนทำให้น้ำดีดใส่หรือรองเท้าพัง คนกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ต้องการผู้ว่าฯ ที่เน้นคิดโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) หรือสวนลอยฟ้า แต่ต้องการคนที่แก้ปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ให้ได้จริง
หากเลือกได้เพียงเรื่องเดียวที่อยากให้เร่งแก้ไขมากที่สุด ปรากฏว่าคะแนนเฉลี่ยกระจายตัวใกล้เคียงกันอยู่ในระดับ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ทั้งเรื่องรถติดและ PM 2.5 สะท้อนว่าคนกรุงกำลังเผชิญปัญหาหลายด้านรุมเร้าพร้อม ๆ กัน โดยความต้องการจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่อยู่อาศัย เช่น อยู่ในเขตฝุ่นเยอะก็เลือกฝุ่น อยู่ในเขตน้ำท่วมก็เลือกน้ำท่วม และยังมีประเด็นใหม่อย่างปัญหาคนไร้บ้านเพิ่มเข้ามาด้วย
ทั้งนี้ ในส่วนของนิด้าโพลระบุว่าที่ผ่านมามีการทำประเมินผลผู้ว่าฯ ชัชชาติ ในรอบ 3 ปีครึ่ง (ธันวาคม 2568) ผ่านเกณฑ์ 15 ด้าน จากทั้งหมด 17 ด้าน โดยด้านที่สอบตกคือเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง และปัญหาการคอร์รัปชันทุจริตใน กทม.
นโยบายที่ตรงใจ กับ บุคคลที่ไว้วางใจ
ประเด็นคำถามที่ว่า “หากมีคนอื่นเสนอนโยบายตรงใจกว่าคนที่จะเลือก ท่านจะตัดสินใจอย่างไร” ผลโพลชี้ว่าคะแนนอันดับ 1 คือการ “เปิดใจพิจารณา” ซึ่งเมื่อนำมารวมกับกลุ่มที่มี “โอกาสเปลี่ยนใจสูง” แล้วพบว่ามีสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่ง KPI โพลวิเคราะห์ว่านี่แสดงถึงสุขภาวะการเลือกตั้งที่ดีของคนกรุงเทพฯ ที่หันมาสนใจและประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายมากกว่าความชอบส่วนตัว พร้อมที่จะเปิดใจหากผู้สมัครสามารถนำเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาชีวิตประจำวันได้ตรงจุด
ทว่า ทางด้านนิด้าโพลกลับเห็นต่าง โดยมองสภาวะปัจจุบันผ่านสื่อว่า “ตอนนี้คนกรุงเทพฯ ไม่ได้มองนโยบายเลย แต่มองคนอย่างเดียว ตัวบุคคล… เลือกคนที่เขาไว้ใจเพื่อเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ” พร้อมชี้ให้เห็นว่าคนกรุงแยกแยะสนามระดับชาติกับสนามท้องถิ่นออกจากกันอย่างชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องเลือกพรรคสีส้มตามกระแสระดับชาติ เพราะเป็นการเลือกคนเข้ามาบริหารเมือง ซึ่งคุณสมบัติสำคัญของผู้ว่าฯ กทม. ที่ประชาชนต้องการคือ ต้องมีทั้งความสามารถและเชื่อใจได้ (ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ นโยบายทำได้จริง) ซึ่งมาคู่กันเป็นอันดับหนึ่งที่ 28% และอันดับต่อมาคือความเข้าใจปัญหาคนกรุงเทพฯ เนื่องจากอำนาจตามกฎหมายจริง ๆ ของ กทม. มีจำกัด เช่น การเก็บขยะและตัดต้นไม้ ส่วนเรื่องใหญ่อื่น ๆ เช่น รถไฟฟ้าหรือรถเมล์ ล้วนต้องอาศัยผู้ว่าฯ ที่มีทักษะในการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ไม่ใช่คนที่ดุดันพร้อมท้าชนกับทุกภาคส่วน ซึ่งจุดนี้อดีตผู้ว่าฯ คนเดิมถือว่ามีทุนทางสังคมค่อนข้างสูง
อย่างไรก็ดี ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง สถานการณ์ยังคงสามารถพลิกผันได้เสมอ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือมีการเปิดเผยความผิดพลาดครั้งใหญ่ประเภท “มีใบเสร็จมาเลย แผลใหญ่จนเห็นกระดูก” เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2556 ที่กระแสข่าวลือเรื่องรองผู้ว่าฯ สามารถเปลี่ยนคะแนนเสียงของคนกรุงเทพฯ ได้ภายในเวลาเพียง 5 วันก่อนวันลงคะแนน
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเช้าวันนี้ (28 มิ.ย.69) เป็นการเปิดหีบเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยเปิดตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ซึ่งทางกรุงเทพมหานครยืนยันว่าจะทราบผลในช่วง 22.00 น. ของวันนี้ (28 มิ.ย.69) ขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกผู้ว่าฯ ให้ครบทุกคน
ที่มา : คนกรุงฯ หวังผู้ว่าฯ แก้ปัญหา “ภาษีแฝง” แบกค่าครองชีพไม่ไหว » อีจัน