เปิดรายชื่อร้านค้า "ไทยช่วยไทยพลัส" แบรนด์ดัง-ห้างใหญ่-แอปออนไลน์ เช็กเงื่อนไขที่นี่

เช็กที่นี่! รวบรวมรายชื่อร้านค้าและบริการแบรนด์ดังที่เข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ครอบคลุมทั้งห้างสรรพสินค้า แอปออนไลน์ เดลิเวอรี และขนส่ง พร้อมเงื่อนไขการใช้สิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง

โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเป็นการเชื่อมโยงระบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" และ "ถุงเงิน" เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิ 60/40 หรือสิทธิจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ความพิเศษของโครงการนี้คือการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมตั้งแต่ร้านค้ารายย่อย ร้านธงฟ้า รถพุ่มพวง ไปจนถึงห้างสรรพสินค้าและแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ระดับประเทศ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ไทยรัฐออนไลน์ได้รวบรวม เช็กลิสต์รายชื่อร้านค้าและบริการแบรนด์ดังที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส พร้อมเงื่อนไขสำคัญที่ควรรู้ก่อนออกไปใช้สิทธิ ดังนี้

1. หมวดห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ

ถือเป็นหมวดหลักที่ประชาชนนิยมไปใช้สิทธิเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยมีไฮไลต์แบรนด์ดังเข้าร่วมดังนี้

  • Lotus's (โลตัส): เข้าร่วมโครงการมากกว่า 601 อำเภอทั่วประเทศ เน้นสินค้าของใช้จำเป็นในครัวเรือนและสินค้าแบรนด์ของตัวเอง (Own Brand)

  • Big C (บิ๊กซี): เข้าร่วมรวม 1,646 สาขา ครอบคลุมทั้งสาขาใหญ่ มินิบิ๊กซี และแอปพลิเคชัน Big C PLUS โดยจัดสินค้าราคาพิเศษให้เลือกช้อปกว่า 10,000 รายการ

  • Makro (แม็คโคร): เข้าร่วม 79 อำเภอ เน้นกลุ่มสินค้าประเภทค้าส่งและวัตถุดิบสำหรับผู้ประกอบการ

  • Tops (ท็อปส์): เข้าร่วม 60 อำเภอ ครอบคลุมทั้งท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ เดลี่ และท็อปส์ ออนไลน์ โดยนำสินค้า Own Brand มาลดราคาสูงสุดถึง 50%

  • Go Wholesale: นำร่องใน 5 อำเภอ เน้นสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบคุณภาพสูง และสินค้าเพื่อธุรกิจอาหาร

  • 7-Eleven: เข้าร่วมทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมจัดแคมเปญลดอย่างแรงกับสินค้าราคาพิเศษกว่า 3,000 รายการ

  • Gourmet Market (กูร์เมต์ มาร์เก็ต): เข้าร่วมโครงการจัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดจำนวน 15 สาขา

  • CJ MORE (ซีเจ มอร์): จัดสินค้าราคาพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำวางจำหน่ายเฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ

2. หมวดแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์และฟู้ดเดลิเวอรี

ตอบโจทย์สายช้อปและสายกินยุคดิจิทัล โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มระบบนิเวศออนไลน์

  • อีคอมเมิร์ซและมาร์ท (E-commerce & Mart): ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่าน Shopee, Lazada, TikTok Shop และ GrabMart ได้ โดยบนแอปพลิเคชันจะมีไอคอน "ไทยช่วยไทย" เพื่อรวบรวมสินค้าที่เข้าร่วมรายการไว้ในที่เดียวให้เลือกซื้อได้ง่าย

  • ฟู้ดเดลิเวอรี (Food Delivery): สามารถสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน GrabFood, LINE MAN, ShopeeFood และ Robinhood ได้

  • เงื่อนไขสำคัญในหมวดเดลิเวอรี: รัฐจะช่วยสนับสนุนเฉพาะส่วนของค่าอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น ส่วนค่าจัดส่งผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้ชำระเองเต็มจำนวน

3. หมวดสินค้าทั่วไป อุปกรณ์สำนักงาน และเครื่องแต่งกาย

  • OfficeMate (ออฟฟิศเมท): นำสินค้าอุปกรณ์สำนักงานแบรนด์ ONE และอุปกรณ์ไอทีมาลดราคาพิเศษ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ทั้งผู้ประกอบการ SME และนักศึกษา

  • Uniqlo (ยูนิโคล่): สามารถใช้สิทธิซื้อเสื้อผ้าพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันและผลิตภัณฑ์กลุ่ม AIRism ผ่านร้านค้าที่รองรับระบบชำระเงินดิจิทัล

  • ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขอนามัย: สินค้าแบรนด์ iBlanck และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่จำเป็นต่างๆ สามารถใช้สิทธิ 60/40 ได้ในร้านค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการ

4. หมวดสถานพยาบาล คลินิก และร้านยา

  • เครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน: โรงพยาบาลที่ร่วมเป็นพันธมิตร ได้แก่ โรงพยาบาลไอเอ็มเอช (IMH), โรงพยาบาลบางนา 1, โรงพยาบาลเดอะซีพลัส ประเวศ, โรงพยาบาลเพชรเวช, โรงพยาบาลสุขุมวิท, โรงพยาบาลบางมด, โรงพยาบาลพญาไท 1 และ 3 รวมถึงโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ

  • ร้านยา เอ็กซ์ต้า พลัส (eXta Plus): ตั้งอยู่ในสาขาของ 7-Eleven กว่า 400 สาขาทั่วประเทศ สามารถรับยาตามอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยโดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีสิทธิบัตรทอง รวมถึงสามารถใช้สิทธิเพื่อซื้อเวชภัณฑ์ที่นอกเหนือจากสิทธิพื้นฐานผ่านระบบ 60/40 ได้

5. หมวดบริการขนส่งสาธารณะ

ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน ครอบคลุมทั้งระบบขนส่งเมืองหลวงและท้องถิ่น

  • ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ: รถไฟฟ้า (BTS, MRT), รถไฟ (SRT), รถโดยสาร ขสมก. และ บขส. โดยสามารถชำระเงินผ่าน QR Code G-Wallet ในแอปพลิเคชันเป๋าตัง

  • บริการขนส่งย่อยและท้องถิ่น: รถแท็กซี่มิเตอร์, รถตู้โดยสารประจำทาง, รถจักรยานยนต์สาธารณะ (วิน), รถสามล้อเครื่อง (ตุ๊กตุ๊ก), รถสองแถว และเรือโดยสารสาธารณะ (เช่น เรือด่วนเจ้าพระยา) ที่ผู้ให้บริการมีการลงทะเบียนแอปพลิเคชันถุงเงินอย่างถูกต้อง

6. หมวดโรงแรมและที่พัก (เชื่อมโยงผ่านโครงการ "เที่ยวไทยคนละครึ่ง")

เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ มีเครือโรงแรมและรีสอร์ตชั้นนำตอบรับเข้าร่วมโครงการอย่างคับคั่ง

  • เครือ Centara Hotels & Resorts: เข้าร่วมกว่า 42 แห่งทั่วประเทศ เช่น เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว, เซ็นทารา พัทยา และเซ็นทารา อ่าวนาง บีช

  • เครือ Grande Centre Point: รองรับการชำระเงินและสิทธิประโยชน์ผ่านแอปพลิเคชัน Amazing Thailand

  • โรงแรมชั้นนำในกรุงเทพฯ: Sofitel Bangkok Sukhumvit, Bangkok Marriott Hotel The Surawongse, Hotel Indigo Bangkok Wireless Road และ Avani Sukhumvit Bangkok

  • โรงแรมและรีสอร์ตในเมืองท่องเที่ยว: Sri Panwa Phuket (ภูเก็ต), Toscana Valley Khao Yai (นครราชสีมา), Sheraton Hua Hin Resort & Spa (ประจวบคีรีขันธ์), Mercure Chiang Mai Hotel (เชียงใหม่), Holiday Inn Vana Nava Hua Hin (ประจวบคีรีขันธ์) และ The Riverie by Katathani (เชียงราย)

เงื่อนไขและข้อยกเว้นสำคัญที่ประชาชนต้องรู้

จากการตรวจสอบเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการ มีข้อควรระวังสำหรับผู้ใช้สิทธิดังนี้

  • ธุรกิจที่ถูกยกเว้นในเฟสแรก: ในช่วงแรกของโครงการ ธุรกิจประเภท ร้านนวด, สปา, ร้านทำเล็บ และร้านทำผม จะถูกยกเว้นไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ยกเว้นแต่จะเป็นกิจการของวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็กที่ได้รับอนุญาตและตรวจสอบได้เท่านั้น

วิธีสังเกตร้านค้าและการเช็กพิกัดผ่านแอปฯ "เป๋าตัง"

ประชาชนสามารถตรวจสอบและสังเกตร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้อย่างแม่นยำผ่าน 2 ช่องทางหลัก

  • สังเกตสัญลักษณ์หน้าร้าน: มองหาป้ายประชาสัมพันธ์ “ร้านนี้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส” หรือ “ร้านนี้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส” ที่ติดตั้งบริเวณหน้าร้านค้าอย่างชัดเจน

  • ตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชัน: สามารถตรวจสอบรายชื่อ พิกัดร้านค้า และประเภทธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดได้อย่างแม่นยำผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ก่อนตัดสินใจเดินทางไปเลือกซื้อสินค้าและบริการ เพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างคุ้มค่าและถูกต้องตามเงื่อนไขของรัฐบาล

 

ที่มา : เปิดรายชื่อร้านค้า "ไทยช่วยไทยพลัส" แบรนด์ดัง-ห้างใหญ่-แอปออนไลน์ เช็กเงื่อนไขที่นี่

561
วันที่ 21 พฤษภาคม 2569