ทราย สก๊อต เผยเคยขอความช่วยเหลือ ต๊อด ปิติ ยืนยันเปลี่ยนนามสกุล-ออกจากตระกูล

เป็นประเด็นร้อนในโซเชียลตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับกรณีที่ ทราย สิรณัฐ สก๊อต หรือ ทราย สก๊อต โพสต์คลิปเล่าถึงปัญหาครอบครัว ก่อนที่ พาย สุนิษฐ์ สก๊อต พี่ชาย จะอัดคลิปโต้กลับ และเผยหลักฐานผ่านทางไอจีของนักแสดงสาว มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล ภรรยา แต่กลายเป็นประเด็นช็อกอีกครั้งเมื่อทรายเปิดคลิปเสียงที่อ้างว่าคุยกับพี่ชาย จนกลายเป็นประเด็นสุดช็อกในโลกโซเชียล

ล่าสุด ทราย สก๊อต เปิดใจกับสื่อมวลชนหลังมาร่วมรายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 เมื่อนักข่าวถามว่า วันนี้ได้ออกมาพูดแล้วรู้สึกยังไงบ้าง ทรายเผยว่า รู้สึกได้ค่อยๆ ปลดปล่อยไปเยอะขึ้น ทุกครั้งที่เราพูด เราได้ส่วนของตัวเองคืนกลับมา เป็นสิ่งที่สำคัญมากในตอนนี้ ส่วนสิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือความยุติธรรม เราไม่อยากเป็นตัวอย่างของสังคมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปล่อยผ่านได้ มันคือเรื่องที่ไม่โอเค และเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนในประเทศนี้ที่เจอแบบทราย เราต้องเปลี่ยนวิธีที่สังคมมองและแก้ไขเรื่องนี้

ทุกสิ่งที่ทำใช้ความกล้าหาญเยอะมาก เมื่อเช้าก่อนมารายการ ทรายก็รู้สึกว่าทุกอย่างที่ทำตอนนี้ รู้สึกใช้แรงทั้งหมดของร่างกายเราเลย ถามว่าต้องแลกด้วยอะไรบ้าง คือเรื่องที่ดินมันเป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าเทียบกับเวลาที่เราเสียไป ไม่ใช่แค่สิ่งที่พี่ชายเขาทำ มันคือ 20 ปีของชีวิตเรา มันคือทุกความสุขที่เราขาด มันไม่มีอะไรที่สามารถมาแทนความรักจากครอบครัวได้ แต่ในเมื่อวันนี้สิ่งนั้นไม่มีวันเกิดแล้ว เราก็ควรได้รับความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการยกฟ้องหรือการชดเชย ทรายอยากมูฟออนจากเรื่องนี้ จะได้ไปทำหน้าที่ของเราต่อ คือหน้าที่นักอนุรักษ์

เมื่อถามถึงที่บอกว่าไม่อยากให้เป็นเรื่องส่วนตัวภายในครอบครัว ทรายบอกว่าเรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องของส่วนตัวในครอบครัว ถ้าเกิดคุณเป็นมนุษย์และมีหัวใจ มันเป็นเรื่องของคุณหมด เด็กทุกคนต้องการความช่วยเหลือ ถ้าเกิดออกมาพูดแสดงว่าคนในครอบครัวช่วยเหลือไม่ได้แล้ว เราไม่สามารถมองว่าเด็กคนนี้เป็นความรับผิดชอบของครอบครัวนี้ เพราะว่าทุกคนมีสิทธิ์ทำความดี แก้ไขในสิ่งที่ไม่ยุติธรรมในฐานะเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีหัวใจ

กับคำถามว่ามายด์ ลภัสลัล ออกมาขอโทษ รู้สึกยังไงบ้าง ทรายเผยว่า เขาไม่ใช่คนสร้างเรื่องนี้ ทรายไม่ได้มีความคิดเห็นมากกับสิ่งที่เขาพูด เพราะเรื่องใหญ่ๆ อยู่ที่ตัวพี่ชาย ถามว่าทางคนในครอบครัวมีติดต่อมาขอโทษส่วนตัวไหม ตอนนี้ยังมีคนในครอบครัวบางคนที่ทรายไม่ได้บล็อกในไลน์ แต่การที่เราบล็อกเขาก็ไม่ได้หมายความว่าเขาติดต่อไม่ได้ เพราะทุกคนมีเลขาหมด แต่ยังไม่มีผู้ช่วยคนไหนติดต่อมา ถามว่ารอเขามาพูดคุยไหม เขาควรต้องคุย ควรทำเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่าเขามีใจจะแก้ไขเรื่องนี้

เมื่อถามถึงเรื่องที่น้าโพสต์ในไอจี ทรายบอกว่าน้าคนนั้นไม่เคยช่วยอะไรทรายเลย เขาเป็นคนกดดันให้ทรายเซ็นมอบสิทธิ์ที่ดินให้คุณแม่ด้วยซ้ำ บางทีเรื่องทรัพย์สิน ชื่อเสียง มีน้ำหนักมากกว่าชีวิตของเด็กคนหนึ่งสำหรับบางคน กับคำถามว่ามีคนช่วยเหลือทรายบ้างไหม ตอนนี้ทุกคนก็ช่วยทรายอยู่ แค่ส่งกำลังใจให้ทรายเป็นพลังมหาศาล และมีคนในชีวิตส่วนตัวที่ติดต่อมาอยู่

ถามว่าสามารถทำให้เป้าหมายที่ตั้งใจไว้เป็นจริงได้ไหมกับความช่วยเหลือนั้น ทรายบอกว่า ก็ต้องดูหัวใจของพวกเขามันอาจจะไม่ได้มีใจใหญ่พอที่จะรักเรา แต่มีใจพอที่จะให้ความยุติธรรมไหม ถามว่าทำไมถึงมาเปิดเผยในช่วงนี้ มันเป็นช่วงที่เราพร้อม เรื่องนี้จริงๆ จะออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ มันจะไม่มีจังหวะที่ดีสำหรับเรื่องนี้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ดี ส่วนสิ่งที่กังวล จริงๆ ผมไม่กลัวตาย แต่สิ่งที่เขาทำกับผม ผมถือว่าผมตายหลายรอบแล้ว เรื่องนี้มันคือการสู้เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อมากกว่า

ถามว่ามีคนรู้ในครอบครัวคนไหนที่ทรายไปปรึกษาบ้าง ทรายบอกว่า ทรายขอทุกคน ไม่ใช่แค่คนในองค์กรสายของคุณตา กับ พี่ต๊อด (ปิติ ภิรมย์ภักดี) ทรายก็เคยขอความช่วยเหลือ คุณพ่อเขา (สันติ ภิรมย์ภักดี) ทรายก็เคยขอความช่วยเหลือ น้าหนุ่ย (จุไรรัตน์ ภิรมย์ภักดี) ทุกคนทรายก็เคยขอความช่วยเหลือ แต่ทรายรู้สึกว่าชีวิตเด็กคนนึงคงไม่สำคัญมากในสายตาของธุรกิจ คือแค่อยากให้มีผู้ใหญ่คนนึงที่พาทรายออกไปจากสถานการณ์นี้ เขาเห็นมาตั้งแต่เด็กว่าครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน เราก็เลยลองดูญาติๆ ครอบครัวเราจะเป็นเซฟโซนได้หรือเปล่า แต่คำตอบคือไม่ ทรายเรียนรู้ว่าทรายเป็นเซฟโซนให้ตัวเองได้คนเดียว 

ถามว่าเขารู้เรื่องอะไรบ้าง ทรายบอกว่ารู้หมดจากทรายเอง ทรายมีข้อความที่แคปไว้ตอนขอความช่วยเหลือตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ตอนที่ทรายไม่มีบ้านอยู่ ต้องไปอยู่ภาคใต้ ขนาดมีข่าวเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ไม่มีใครให้กำลังใจอะไรเลย ทรายออกมารับมือเองคนเดียว ถามว่าคำตอบของเขาคืออะไรในวันที่ขอความช่วยเหลือไป เขาบอกให้ไปขอโทษแม่ หรือคิดถึงตระกูล ถามว่าแม่มีฟีดแบ็กไหมหลังไปขอความช่วยเหลือญาติ ทรายส่ายหน้า

กับคำถามว่าปลายทางเรื่องนี้จะไปจบที่ไหน ทรายบอกว่าต้องมีความยุติธรรม เมื่อถามว่าที่ผ่านมาคุณแม่สู้เพื่อเราไหม ทรายตอบทันทีว่าไม่ วันที่เขาจ้างพี่เลี้ยงที่ข่xขืxทรายกลับมาทำงานที่บ้านเพื่อจะไล่เราออกจากบ้าน เป็นวันที่ยากที่สุดในชีวิต มันเหมือนโดนข่xขืxอีกรอบ การที่เขาปกป้องพี่ชาย เอาเขาไปอยู่ในบ้านที่จริงๆ เรามีสิทธิ์อยู่ด้วย แต่เรากลับเสียเพราะอยากปกป้องพี่ชาย มันโหดร้ายมาก คือนอกจากพี่ชายทำร้ายเรา เรามีความรู้สึกโดนทอดทิ้ง ในสายตาเขาเราคือของที่ไม่มีค่า แต่ทุกครั้งที่ทรายออกมาเจอคน ไปว่ายน้ำ มันเตือนสติว่าทรายมีค่า ก่อนจะบอกว่าเคยนัดคุยกับผู้ใหญ่ในองค์กร แต่เขาบอกว่ามีเวลาแค่ 30 นาที เลยคิดว่ามันไม่มีใจให้กัน

เมื่อถามว่าหลังออกรายการคิดว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไหม ทรายบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความผิดของผม เขาทำผิดและคิดว่าสักวันหนึ่งมันไม่ออกมาสู่สาธารณชน คิดว่าสิ่งที่ทำในห้องมืดจะไม่เจอแสง แต่ผมเอามันออกมาในแสงครับ ผมไม่ใช่เหยื่อของใคร และผมไม่เก็บความลับให้คนที่ทำร้ายเราครับ และไม่ว่าเขาจะเจอผลกระทบอะไร มันคือสิ่งที่เขาพูดแล้ว ผมไม่เคยอ้างอิงหรือว่าใครเลย ทุกอย่างที่พูดคือการกระทำ

ถามว่าอยากคุยกับใครมากที่สุดระหว่างพี่ชายกับแม่ ทรายตอบว่า อยากคุยกับคนที่สามารถทวงความยุติธรรมให้เรื่องนี้ได้ ทรายไม่มีอะไรจะพูดกับ 2 คนนั้นแล้ว แต่มันต้องมีคนอื่นในตระกูลที่จะคืนความยุติธรรมให้เรา จะได้แยกทางได้แบบเบ็ดเสร็จจริงๆ ทรายรู้สึกว่าตัวเองเดินออกแล้ว เราต้องได้ความยุติธรรมในการเดินออกด้วย แล้วแยกให้มันจบ ต่างคนต่างใช้ชีวิตคือสิ่งที่ดีที่สุด

กับประเด็นว่าในเมื่อคุณแม่รู้มาตลอด ทำไมคุณแม่ถึงไม่ยอมรับฟัง ทรายกล่าวว่า ผมคิดไม่ออกเลย มันคือคำถามที่เด็กทุกคนอยากถามว่าทำไมรู้สึกว่าแม่ไม่รักเรา หรือแม่ทำร้ายเรา ผมคงต้องให้สังคมตอบให้ผมด้วย ผมไม่มีวันรู้เรื่องนี้

เมื่อถามถึงคดีความที่เกิดขึ้นระหว่างทรายกับแม่อยู่ในขั้นตอนไหน ทรายบอกว่า ขึ้นศาลรอบนึงแล้ว และวันนั้นฝ่ายคุณแม่ไม่ได้มา เป็นอะไรที่หดหู่ที่นั่งในศาลและรู้ว่าแม่ทำกับเราแบบนี้ ซึ่งจะมีนัดขึ้นศาลอีกทีคือ 10 มิ.ย. 2569 ถ้าเรื่องนี้ไม่จบ เราก็คงต้องไปเจอกันในศาล มันคงมีความลับอื่นออกมาเยอะ เพราะเรื่องนี้พ่วงกับทุกคนในครอบครัว มันมีหลักฐานข้อมูลอีกเยอะที่ออกมา

คิดว่าคู่กรณีจะมาเคลียร์กับเราไหม ทรายบอกว่า ทรายเดาเขาไม่ออก แต่ทุกคนอาจไม่รู้ว่าคุณแม่ใส่ชื่อพี่ชายเป็นพยานในคดีที่ฟ้องเรา เขาก็รู้แหละว่าเขาจะได้ที่ดินด้วย ถ้าเกิดเขาชนะ เขาเริ่มต้นฟ้องตั้งแต่ต้นปีนี้ ถามว่านอกจากแชต คลิปเสียง มีอย่างอื่นอีกไหม ทรายตอบว่าเอกสาร สำหรับเรื่องที่เล่าให้ทุกคนฟัง ทรายมีหลักฐานที่อยู่กับเรื่องทรายหมด

เรื่องคลิปเสียงจะมีการดำเนินการเรื่องกฎหมายไหม ทรายตอบว่า ดูก่อนว่าจบยังไง แต่ทรายรู้สึกว่าคลิปที่ทรายปล่อยมันเป็นแค่ 4 นาทีเอง จริงๆ มัน 20 นาที แต่จะปล่อยมาอีกไหมยังตอบไม่ได้ตอนนี้ ขอดูความรู้สึก ถามว่าเขารู้ไหมว่ายังมีคลิปอีก ทรายพยักหน้าและบอกว่าตอนนี้ทรายว่าเขารู้แล้ว ตอนแรกทรายก็บอกว่ามีคลิป แต่เขาทำท่าเหมือนไม่สน เขาคงไม่ได้ยินตอนนั้น

กับที่คนสังเกตว่าน่าจะมีมากกว่าคลิปเสียง ทรายบอกว่ามีคลิปเสียงคนอื่นด้วย พี่ชายไม่ใช่คนเดียวที่กดดันข่มขู่ กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ มีญาติๆ คนอื่นด้วยที่กดดันเรา ทุกอย่างมันเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินสำหรับพวกเรา บางทีทรายว่าการใช้กฎหมายข่มขู่คนอื่น มันเป็นเครื่องมือของคนที่ไม่ได้แข็งแรงจริง ไม่สามารถยืนด้วยความจริงที่มันถูกต้อง ถ้าเขาจริงใจสามารถคุยได้นอกรอบ แต่ถ้าใช้กฎหมายกดดันคนอื่น ก็แสดงให้สาธารณชนเห็นว่าเขาใช้เครื่องมือเพื่อข่มขู่ทำร้ายทรายต่อ

ถามว่าจะฟ้องกลับไหม ทรายบอกว่า ขอดูความรู้สึกก่อน ตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปได้หมด ผู้ชายคนนั้นเขาไม่ควรเดินออกมาเจอเด็กคนอื่นได้ เพราะนี่คือความโรคจิตด้วย เราไม่อยากให้เขาเจอเด็กคนอื่น ลูกเขาเราก็ยังไม่รู้เลย มันคือคนที่ต้องไม่ได้อยู่ในพื้นที่สังคม ส่วนฟางเส้นสุดท้ายคือการฟ้องคดี รู้แล้วว่าความลับที่เราเก็บไว้เพื่อจะปกป้องครอบครัว เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะปกป้องเราเลย พี่ชายเองเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยแม่ฟ้องคดี เรารู้สึกว่าถ้าเขาฆ่าเราทิ้งก็ฆ่าได้ในความรู้สึกเรา แล้วการที่เขาข่xขืxก็เหมือนฆ่าคนทิ้งแล้ว

ยืนยันว่าจะออกจากตระกูลจริงๆ และเปลี่ยนนามสกุลใช่ไหม ทรายบอกว่าใช่ จะเปลี่ยนเป็น “สมุทร” คิดว่าชื่อ “ทราย สมุทร” เป็นชื่อที่ดี ส่วนนามสกุล “สก๊อต” จะไม่ใช้ เพราะพ่อผมเป็นคนที่ไม่ใช่พ่อคน นามสกุลนี้ผมไม่อยากเกี่ยวข้องกับเขา ถามว่าเขารู้ไหมว่ามีความรู้สึกนี้เกิดขึ้น ทรายตอบว่า เขาอยู่กับเรามาทั้งชีวิต เขารู้เยอะมากกว่าที่ทุกคนคิด ส่วนสภาพจิตใจตอนนี้ ทรายรู้สึกว่าทุกวันใช้ความกล้าหาญมากตอนนี้  

ก่อนจะขอบคุณทุกคนที่ส่งกำลังใจให้ โดยบอกว่า “ขอบคุณที่ปกป้องเด็กคนนี้ ทรายไม่รู้จะเอาคำว่าขอบคุณออกมายังไง แต่ไม่มีวันไหนที่ทรายไม่คิดถึงความรักที่ทุกคนส่งมา มันคือสิ่งที่ทำให้ทรายตื่นมาทุกเช้าได้ในตอนนี้ ขอบคุณมากครับ”

หลังจากนั้น ทราย สก๊อต ก็เดินเข้ามาหาแฟนคลับที่มารอ ซึ่งแฟนๆ นำดอกไม้มาให้และกอดให้กำลังใจ ทำเอาทรายร้องไห้ด้วยซึ้งใจ ก่อนจะขึ้นรถกระบะสีชมพูเดินทางกลับทันที

 

ที่มา : ทราย สก๊อต เผยเคยขอความช่วยเหลือ ต๊อด ปิติ ยืนยันเปลี่ยนนามสกุล-ออกจากตระกูล

681
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569