จุฬาฯ ผลิตยาสู้มะเร็ง ดันเข้าระบบหลักประกันสุขภาพ

ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามในไทยอาจได้รับการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัดที่ผลิตในประเทศเป็นครั้งแรก

โรคมะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของประเทศไทย และเป็นภาระหนักของระบบสาธารณสุข ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว


ทีมนักวิจัย

แม้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด ช่วยยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้ แต่ข้อจำกัดด้านต้นทุนของยานวัตกรรมยังคงเป็นกำแพงสำคัญที่ขวางกั้นการเข้าถึงของผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการรักษาและความยั่งยืนด้านทรัพยากร

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แถลงความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทย พร้อมลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ มุ่งเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เป็นธรรม


รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์

รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า โครงการนี้คือความร่วมมือที่มุ่งลดช่องว่างระหว่างศักยภาพการรักษาและโอกาสในการเข้าถึงยา โดยผลักดันงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสู่การใช้จริง เพื่อเสริมศักยภาพด้านยาชีววัตถุของประเทศในระยะยาว


ยาแอนติบอดี้รักษามะเร็ง

ด้าน อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า โครงการนี้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งที่คนไทยสามารถเข้าถึงได้จริง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การพัฒนาเซลล์ตั้งต้นในการผลิตยา การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม


อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล

ทั้งหมดนี้ดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่ยืนหยัดมาได้ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากประชาชนไทย

ความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ทีมวิจัยสามารถพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งจนได้ผลิตภัณฑ์ในระดับมาตรฐาน GMP และอยู่ในขั้นตอนการบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูปร่วมกับสภากาชาดไทย ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดที่ทำให้โครงการสามารถเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์ได้เป็นครั้งแรก

จากผลการวิเคราะห์คุณภาพยาชีววัตถุรักษามะเร็ง พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ และขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเพิ่มเติม เพื่อยืนยันความเทียบเท่ากับยาของต่างประเทศตามหลักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการนำไปสู่การวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพในระยะถัดไป

“โครงการนี้เกิดจากคนไทยและเพื่อคนไทย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนเป็นแรงสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินมาถึงจุดปัจจุบัน และเรามุ่งหวังว่าจะสามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยไทยในระยะยาว”


การทำวิจัยยาแอนติบอดี้รักษามะเร็ง

กาชาดเติมเต็มการผลิต
ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ
ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า บทบาทของสภากาชาดไทยในโครงการนี้ คือการผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและการบริหารจัดการชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์อย่างเป็นระบบ

โดยมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นต้นแบบของการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น


ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ

วชิรพยาบาลเสริมวิจัย
ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวภายหลังพิธีลงนามความร่วมมือว่า วชิรพยาบาลพร้อมสนับสนุนทั้งบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยจริง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและข้อมูลที่มีคุณภาพ

ถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมองค์ความรู้เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์

รุกมะเร็งปอดระยะลุกลาม
ท้ายนี้ ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ อ.นพ.ยศวัจน์ รุ่งโรจน์วัฒนา อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ร่วมกันนำเสนอแนวทางการดำเนินการวิจัยในมนุษย์ระยะถัดไป


ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์

โดยจะมุ่งเน้นการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลาม ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การศึกษาจะดำเนินการตามมาตรฐานการวิจัยทางคลินิกอย่างเคร่งครัด มีการคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม และติดตามผลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการตอบสนองต่อการรักษาและความปลอดภัย

โดยขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างการเตรียมเอกสาร การขออนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรม และการดำเนินการตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล ก่อนเริ่มการวิจัยในมนุษย์ในระยะถัดไป

ภายหลังการวิจัยในมนุษย์ โครงการมีเป้าหมายสนับสนุนการนำยาดังกล่าวเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นต้นแบบของการพัฒนายาชีววัตถุในประเทศไทยที่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งมหาวิทยาลัย องค์กรสาธารณสุข และภาคประชาชน

มุ่งสู่การยกระดับการรักษาและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศในระยะยาว

 

ที่มา : จุฬาฯ ผลิตยาสู้มะเร็ง ดันเข้าระบบหลักประกันสุขภาพ

197
วันที่ 24 เมษายน 2569