30 ศัพท์คริปโตสําหรับนักลงทุนมือใหม่

บทความนี้รวบรวมคำศัพท์ในโลกบล็อกเชนและคริปโทเคอร์เรนซีที่นักลงทุนมือใหม่ไม่ควรพลาด คำศัพท์ที่จะทำให้นักลงทุนมีความรู้สำหรับการลงทุนอย่างมีหลักการ
1.All-time High
คือ ราคาที่สร้างจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสินทรัพย์ชนิดนั้นๆ
ยกตัวอย่าง ในปี 2024 เหรียญ Bitcoin (BTC) เคยแตะจุดสูงสุดในราคาที่ $109,026.02 หรือ ประมาณ 3,700,000 บาท เพราะฉะนั้นราคานี้จึงเป็นราคา all-time high ของ Bitcoin (BTC)
— — — — — — — —
2.All-time Low
คือ ราคาตํ่าที่สุดในประวัติศาสตร์ของสินทรัพย์ชชนิดนั้นๆ
ยกตัวอย่าง ในปี 2010 เหรียญ Bitcoin (BTC) เคยมีราคาตํ่าสุดอยู่ที่ $0.05 หรือ ประมาณ 1.70 บาท เพราะฉะนั้นราคานี้จึงเป็นราคา all-time low ของ Bitcoin (BTC)
— — — — — — — —
3.Altcoin
คือ สกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Bitcoin (BTC) และมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป
ยกตัวอย่าง นักลงทุน A ตัดสินใจที่จะเริ่มเทรดคริปโต จึงเริ่มต้นจากการซื้อ Dogecoin (DOGE) ที่เป็น altcoin เพราะด้วยราคาที่ตํ่ากว่า BTC ทำให้ Ethereum (ETH), Dogecoin (DOGE), Solana (SOL), Cadano (ADA) เพื่อเป็นทางเลือกอื่นๆ สำหรับการลงทุนและกระจายความเสี่ยง
— — — — — — — —
4.Angel Investor
คือ กลุ่มนักลงทุนที่ลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพหรือบริษัทเล็ก ๆ ที่มีศักยภาพและวิสัยทัศน์
ยกตัวอย่าง ในปี 2013 Mark Andreessen ตัดสินใจลงทุนใน บริษัท Coinbase ที่จํานวนเงิน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในตอนนั้น บริษัท Coinbase ยังเป็นสตาร์ทอัพเล็กๆ ปัจจุบันบริษัท Coinbase มีมูลค่ามากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
— — — — — — — —
5.AUM (Assets Under Management)
คือ มูลค่าของสินทรัพย์ทางการเงินที่ถูกจัดการโดยบริษัทจัดการสินทรัพย์
ยกตัวอย่าง มีกองทุน hedge fund คริปโทเคอร์เรนซีที่เริ่มต้นลงทุนด้วยเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็น AUM เริ่มต้น ซึ่งมูลค่าของ AUM นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามผลประกอบการลงทุนใหม่ ๆ นั่นเอง หรือบริษัทขนาดใหญ่อย่าง BlackRock เป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการบริหารสินทรัพย์ (AUM) มูลค่า 10.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2024
— — — — — — — —
6.Break-Even Point
คือ จุดที่รายจ่ายทั้งหมดจะเท่ากับรายได้ทั้งหมด หรือที่เรียกง่ายๆว่า “จุดคุ้มทุน”
ยกตัวอย่าง นักลงทุน A ซื้อเหรียญ Bitcoin (BTC) มา 1 เหรียญในราคา $30,000 จุดคุ้มทุนของนักลงทุน A คือ $30,000 ถ้าราคานั้นขึ้นสูงกว่า $30,000 นั้นหมายความว่าจะได้กําไร แต่ถ้าราคานั้นตกลงกว่า $30,000 ถือว่านักลงทุน A ขาดทุน
— — — — — — — —
7.Bear Market
คือ สภาพของตลาดที่ลงอย่างต่อเนื่องหรืออย่างมาก หรือมีราคาลดลงอย่างต่อเนื่องที่ 20% หรือมากกว่า ทำให้เกิดเทรนด์ของตลาดในช่วงขาลง หรือที่เรียกง่ายๆว่า “ตลาดหมี”
ยกตัวอย่าง ในปี 2022 ราคาของ Bitcoin (BTC) ล่วงลงมากกว่า 70% และมูลค่าตลาดของของคริปโทเคอร์เรนซีลดลงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างเช่น สงครามยูเครน, อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทําให้เกิดสภาวะ “ตลาดหมี” หรือ “bear market”
— — — — — — — —
8.Bull Market
คือ สภาพของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเทรนด์ของตลาดจะเป็นช่วงขาขึ้นลักษณะของตลาดกระทิงมักทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจ และมีควาามคาดหวังว่าตลาดจะมีความแข็งแกร่งและเติบโตต่อเนื่อง หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ตลาดกระทิง”
ยกตัวอย่าง ในปี 2017 ราคาของ Bitcoin (BTC) พุ่งขึ้นสูงจากราคาต้นปีที่อยู่ที่ประมาณ $1,000 ไปถึงกว่า $20,000 ภายในสิ้นปี ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทําให้เกิดตลาดกระทิงครั้งนี้มีปัจจัยมากจากชกระแสจากการรับรู้ของคนทั่วไป และวิสัยทัศน์ของคริปโทเคอร์เรนซีที่ไปในแนวทางที่ดี
— — — — — — — —
9.Candlestick
คือ หนึ่งในรูปแแบบของกราฟที่โชว์ จุดสูงสุด จุดตํ่าสุด ราคาเปิด และราคาปิดของช่วงเวลานั้นๆ
10.Death Cross
คือ แพทเทิร์นหรือรูปแบบที่บ่งบอกหรือชี้วัดถึงแนวโน้มขาลงของตลาด
ยกตัวอย่าง ราคาของ Bitcoin (BTC) พุ่งมาตลอดหลายเดือน แต่พอถึงจุด ๆ หนึ่ง ราคาเริ่มที่จะทรงตัวและมีสัญญาณที่อ่อนลง เมื่อเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน (MA50) นั้นลดลงกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (MA200) เหตุการณ์นี้จึงแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของ “Death Cross”
11.DYOR (Do Your Own Research)
คือ คํานิยมในวงการคริปโตที่หมายถึงการที่นักลงทุนหาข้อมูลและวิเคราห์ข้อมูลก่อนที่จะลงทุนด้วยตนเอง
ยกตัวอย่าง นักลงทุน A เห็นเหรียญมีม (meme coin) กําลังดังในโลกโซเชียล และสามารถทํากําไรได้เยอะ แทนที่นักลงทุน A จะหลงเชื่อ แต่เขาได้ทําการ DYOR (Do Your Own Research) และพบว่าโปรเจกต์นั้นไม่มีแผนและเป้าหมายงานอย่างชัดเจน จึงยังไม่ตัดสินใจลงทุน
— — — — — — — —
12.Divergence
คือ สถานการณ์ที่ราคาตลาดของสินทรัพย์นั้นสวยทางกับ ดัชนีชี้วัด (technical indicators) เช่น Volume หรือ RSI
ยกตัวอย่าง ราคาของ Bitcoin (BTC) ร่วงลงเป็นระยะเวลาที่นาน และราคามีการดีดตัวกลับเล็กน้อย แต่ RSI indicator นั้นกลับทําจุดสูงสุดที่ตํ่าลง เหตุการณ์แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของ “Divergence”
— — — — — — — —
13.Diversification
คือ การกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย จุดประสงค์เพื่อลดความเสี่ยง
ยกตัวอย่าง นักลงทุน A เลือกที่จะแบ่งลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีเป็นสัดส่วนแตกต่างกันไป ประกอบด้วย Bitcoin (BTC) จำนวน 55%, Ethereum (ETH) จำนวน 25% และ Tether (USDT) จำนวน 20% การ
กระทํานี้ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน หรือ “Diversification” นั่นเอง
— — — — — — — —
14.Elasticity
คือ วัดระดับความไวของการเปลี่ยนแปลงจากตัวแปรไปยังอีกตัวแปร
ยกตัวอย่าง Price Elasticity เป็นสิ่งที่สําคัญในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี เพราะช่วยให้นักลงทุนและผู้ซื้อขายเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาอาจมีอิทธิพลต่อ demand และปริมาณการซื้อขายอย่างไร และเนื่องจากราคาคริปโตมีความผันผวนสูง การรู้ถึง price elasticity สามารถส่งผลกระทบต่อการซื้อขายและการตัดสินใจลงทุน
— — — — — — — —
15.Falling Knife
คือ การซื้อสินทรัพย์ในช่วงที่ราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีความคาดหวังที่ว่าราคาจะเด้งกลับขึ้นมา
ยกตัวอย่าง มีโปรเจกต์ของเหรียญคริปโตชนิดนึงได้รับผลกระทบจากข่าวเชิงลบ ส่งผลให้ราคาของเหรียญนั้นตกลง นักลงทุนที่ตัดสินใจซื้อตอนราคาตก (catching a falling knife) นั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนหากราคาตกลงอย่างต่อเนื่อง
— — — — — — — —
16.Fear Of Missing Out (FOMO)
คือ ความรู้สึกของความกลัวหรือกังวลในการพลาดโอกาส หรือตกหล่นจากกระแสต่างๆ
ยกตัวอย่าง มีเหรียญ altcoin ชนิดนึงราคากําลังพุ่งอย่างรวดเร็ว และกําลังได้รับความนิยมบนโลกโซเชียลมีเดีย นักลงทุนที่กลัวพลาดโอกาสจึงตัดสินใจแห่ซื้อเหรียญ altcoin ชนิดนั้น แต่ในเวลาอีกไม่นาน ราคาของเหรียญนั้นตกลงอย่างรวดเร็ว ทําให้นักลงทุนที่ซื้อเพราะ FOMO นั้นขาดทุนสาหัส
— — — — — — — —
17.Gas
คือ ค่าธรรมเนียมสําหรับการทำธุรกรรมต่าง ๆ เพื่อประมวลผลและตรวจสอบธุรกรรมบนเครือข่ายบล็อกเชน เช่น Ethereum
ยกตัวอย่าง นาย A ต้องการส่ง ETH ให้ เพื่อน แต่การที่จะทําธุรกรรมนี้ นาย A ต้องจ่ายค่า “Gas” เพื่อที่จะให้ Ethereum ประมวลผลธุรกรรมนี้เพื่อทําการบันทึกและตรวจสอบธุรกรรมให้เสร็จสมบูรณ์
— — — — — — — —
18.Layer 2
คือ เครือข่ายบล็อกเชนย่อยที่ช่วยในการจัดการทําธุรกรรมขนาดเล็กแทนเครือข่ายหลัก (mainchain) ซึ่งทำให้การประมวลการทำธุรกรรมทำได้รวดเร็วขึ้น และมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าบนเครือข่ายหลักอย่าง Layer 1 สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Layer 2 ได้ที่ Bitkub Blog
ยกตัวอย่างเช่น เกมบล็อกเชนจําเป็นที่จะต้องทําธุรกรรมบ่อยครั้งสําหรับรางวัลในเกม ดังนั้นเลเยอร์ 2 (layer 2) อย่าง Immutabe X จะช่วยทําให้ธุรกรรมนั้นเร็วขึ้น และค่าธรรมเนียมน้อยลง
— — — — — — — —
19.Limit Order
คือ หนึ่งในชนิดของออเดอร์ (order) ที่จะซื้อหรือขายสินทรัพย์ในราคาที่เฉพาะเจาะจงหรือดีกว่า สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Bitkub Blog
ยกตัวอย่าง นักลงทุน A เชื่อว่าราคา Bitcoin (BTC) นั้นจะลดลง แทนที่จะซื้อในราคาตลาด ณ ปัจจุบัน นักลงทุน A ได้ตั้ง limit order เพื่อซื้อในราคาที่ตํ่ากว่า หากราคานั้นตกลงมาตามที่ตั้งไว้หรือตํ่ากว่า คําสั่งซื้อนั้นจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ
— — — — — — — —
20.Liquidity
คือ ความสามารถของสินทรัพย์ในการเปลี่ยนเป็นเงินสด โดยสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงจะสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว
ยกตัวอย่าง Bitcoin (BTC) คือ คริปโทเคอร์เรนซีที่มีสภาพคล่องที่สุด (liquidity) โดยมีมูลค่าและปริมาณการซื้อขายที่สูง ดังนั้นนักลงทุนสามารถซื้อขาย Bitcoin (BTC) ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพคล่องในตลาดมากนัก
— — — — — — — —
21.Market Cap หรือ Market capitalization
คือ มูลค่าตลาดของสินทรัพย์ทั้งหมดของเหรียญชนิดนั้น จากการคํานวนโดยจํานวนของเหรียญคูณกับราคาของเหรียญ โดย Market Cap ในโลกคริปโตจะแสดงให้เห็นถึงมูลค่าของเหรียญคริปโตที่อยู่ในตลาด โดยมูลค่าของสินทรัพย์จะสามารถคำนวณจากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นหรือถูกขุดขึ้นมาแล้วทั้งหมด สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Market Cap ได้ที่ Bitkub Blog
ยกตัวอย่างเช่น Bitcoin (BTC) นั้นมีมูลค่าตลาด (market cap) ที่มากที่สุดในบรรดาคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมด ซึ่งชี้ถึงการเป็นที่ยอมรับและความนิยมในตลาด โดย Bitcoin (BTC) มีมูลค่าตลาดทั้งหมด 63,980,901,447,448 บาท เป็นอันดับ 1 และ Ethereum มีมูลค่าตลาดเป็นอันดับ 2 ที่ 11,018,266,427,812 บาท (CoinMarketCap — ข้อมูลเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2025)
22.Market Order
คือ หนึ่งในชนิดของออเดอร์ (order) ที่จะซื้อหรือขายสินทรัพย์ในราคาของตลาด ณ ปัจจุบัน
ยกตัวอย่าง นักลงทุน A ได้ติดตามข่าวของคริปโทเคอร์เรนซีอย่างใกล้ชิด และเชื่อว่าราคาจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน นักลงทุน A ต้องการหาแสวงหาการเกร็งกำไรจากการเคลื่อนไหวนี้ จึงสั่งซื้อขายแบบ maket order เพื่อจะได้มั่นใจว่าการซื้อขายนั้นจะดําเนินการทันที
— — — — — — — —
23.Order Book
คือ ประวัติรายการของการสั่งซื้อหรือขายของสินทรัพย์ชนิดนั้นๆ
ยกตัวอย่าง นักลงทุนต้องการทําการซื้อ Bitcoin (BTC) เป็นจํานวนมาก จึงตรวจสอบ order book เพื่อดูจำนวน Bitcoin ที่มีอยู่ ณ ระดับราคาต่างๆ โดย Order book ที่หนาแน่นบ่งบอกว่าสภาพคล่องสูง ซึ่งหมายความว่านักลงทุนสามารถซื้อขายได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคา
— — — — — — — —
24.Staking
คือ การที่นักลงทุนนําสินทรัพย์ดิจิทัลไปล็อกไว้หรือไปค้ำประกันด้วยวิธีการ Proof-of-stake (POS) ซึ่งสามารถรับรางวัลตอบแทนจากการช่วยทำให้เครือข่ายบล็อกเชนทำงานได้อย่างปลอดภัยและราบรื่น
ยกตัวอย่าง นักลงทุน A มีเหรียญ Cardano (ADA) ในจํานวน 100 เหรียญ นักลงทุน A ตัดสินใจที่จะ stake เหรียญเหล่านั้นเป็นเวลาหนึ่งปี ในระหว่างปีนั้น เครือข่าย Cardano จะทําการประมวลผลธุรกรรม จากการเอาเหรียญไป stake นักลงทุน A จะได้ค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ย 5% ซึ่งหมายความว่าเขาจะได้รับเหรียญ ADA เพิ่มอีก 5 เหรียญเมื่อสิ้นสุดปี
— — — — — — — —
25.Token
คือ หน่วยที่ออกบนบล็อกเชน มักหมายถึงสกุลเงินดิจทัลอื่นๆ นอกเหนือจาก Bitcoin และ Ethereum หรือที่เรียกว่า Altcoin โดยโทเคนเหล่านี้มีหน้า มีหน้าที่การใช้งานที่หลากหลาย และสามารถซื้อขายได้บนแอปพลิเคชันแบบกระจายอำนาจ (DApps)
ยกตัวอย่าง ผู้ใช้บราวเซอร์ของ Brave จะได้รับโทเคน BAT (Basic Attention Token) เมื่อดูโฆษณา และสามารถเอาไปโดเนทหรือทิป content creator ที่ผู้ใช้ชื่นชอบได้โดยตรง แนวทางนี้เป็นการใช้โทเคนที่ช่วยทําให้เกิดสถานการณ์ที่เป็นธรรม และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ทั้งสองฝ่าย (win-win situation) ด้วยเช่นกัน
— — — — — — — —
26.Trading Volume
คือ ข้อมูลปริมาณการซื้อขายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Trading Volume ได้ที่ Bitkub Blog
ยกตัวอย่าง Trading Volume มักจะใช้วิเคราะห์ทิศทางของราคาหรือเทรนด์ เช่น Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มี Trading Volume สูงที่ประมาณ 1,278 ล้านล้านบาท (19 ก.พ. 2025) เปรียบได้กับตลาดที่มีคนเยอะ เกิดการซื้อขายที่คล่องตัว
— — — — — — — —
27.Validators
คือ คือผู้เข้าร่วมในเครือข่ายบล็อกเชนแบบ Proof of Stake (PoS) ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบธุรกรรมใหม่และรักษาความปลอดภัยของบล็อกเชน
ยกตัวอย่าง งานหลักของ validators คือการตรวจสอบว่าธุรกรรมใหม่ๆ นั้นถูกต้องตามกฎเกณฑ์หรือไม่ โดยตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ส่งมีเงินทุนเพียงพอและทุกอย่างเป็นไปตามกฎของเครือข่าย เมื่อธุรกรรมได้รับการยืนยันแล้ว พวกเขาจะเพิ่มธุรกรรมนั้นลงในบล็อกเชน โดยพวกเขาจะได้รับค่าธรรมเนียมธุรกรรมเป็นรางวัลตอบแทน
— — — — — — — —
28.Volatility
คือ อัตราความผันผวนของราคาสินทรัพย์ในช่วงเวลาหนึ่ง สามารถบ่งชี้ถึงระดับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลราคาของสินทรัพย์ โดยนักลงทุนสามารถคำนวณความผันผวนของสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อประเมินความเปลี่ยนของราคาในอดีตเพื่อคาดการณ์การเคลื่อนของราคาในอนาคต
ยกตัวอย่าง คริปโทเคอร์เรนซีมีความเป็น high volatility เพราะราคาของคริปโทเคอร์เรนซีมีความผันผวนสูงในระยะเวลาที่สั้น เนื่องจากสถานการณ์ของตลาดและข่าวสารเป็นตัวแปรสําคัญที่ส่งผลต่อราคาของคริปโทเคอร์เรนซีนั้นเอง
— — — — — — — —
29.Wallets
คือ เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อใช้เก็บ Public key หรือ Private key เพื่อใช้เข้าถึงสินทรัพย์ของตนเองได้ทุกเวลา และสามารถใช้ส่งหรือรับสกุลเงินดิจิทัล โดยจะมีทั้งแบบ software wallets , hardware wallets, และ paper wallets
ยกตัวอย่าง Trezor ที่เป็น hardware wallet สามารถเก็บ Bitcoin หรือ สินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ และขั้นตอนในการใช้งานเป็นเรื่องที่ง่าย เพียงเสียบเข้าคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือก็สามารถใช้งานได้ จุดเด่น คือสามารถเก็บเหรียญแบบออฟไลน์ได้และรองรับสกุลเงินดิจิทัลมากกว่า 1,000 ชนิด
แหล่งที่มา:https://www.bitkub.com/th/blog/article-crypto-glossary-2025feb19-ae69c45b673e
— — — — — — — —
30.Weak Hands
คือ นักลงทุนหรือนักเทรดที่ขาดความมั่นใจในกลยุทธ์ของตนเอง หรือผู้ซื้อขายที่มีการยอมรับความเสี่ยงต่ำ หรือมีความเชื่อมั่นต่ำในสินทรัพย์ผันผวนที่ลงทุนไว้
ยกตัวอย่าง นักลงทุน A เห็นว่าราคาของ Bitcoin (BTC) ตกลง 10% จึงเกิดอาการกลัวและตัดสินใจขาย เพราะไม่อยากขาดทุนไปมากกว่านี้ถึงแม้ว่าจะขาดทุนนิดหน่อยก็ตาม การกระทํานี้บ่งบอกว่านักลงทุน A ถือว่าเป็นพวก “weak hands” ซึ่งการขายเหรียญไปก่อนนี้อาจจะทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไร