เปิดละเอียด! ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ลงนามคำสั่งชุดใหญ่ หลังรับตำแหน่ง ‘ประธานาธิบดีสหรัฐ’ คนที่ 47 อย่างเป็นทางการ

หลังจากทำพิธีสาบานตน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 อย่างเป็นทางการ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ไม่รอช้า ที่จะเดินหน้าทำตามคำมั่นสัญญา ที่เคยหาเสียงไว้ ทั้งเรื่องของผู้อพยพ พลังงาน กองทัพ และกำลังแรงงานของรัฐบาลกลาง โดยหลายเรื่องเป็นการย้อนกลับนโยบายของโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่ง 

ระหว่างการปราศรัย หลังการรับตำแหน่งเมื่อวานนี้ (20 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ทรัมป์ประกาศว่า “เราจะฟื้นฟูความซื่อสัตย์ ความสามารถ และความภักดีของรัฐบาลอเมริกาโดยทันที ด้วยการกระทำเหล่านี้ เราจะเริ่มฟื้นฟูอเมริกาอย่างสมบูรณ์และปฏิวัติสามัญสำนึก”

การกระทำดังกล่าวรวมถึงการสั่งอัยการสูงสุดไม่ให้ดำเนินการกับ ติ๊กต๊อก (TikTok) เป็นเวลา 75 วัน การอภัยโทษผู้ต้องสงสัยเกือบทั้งหมดในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 การยกเลิกคำสั่ง 78 คำสั่งในยุคของไบเดน

รวมถึงคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลาย การย้ายถิ่นฐาน และสภาพภูมิอากาศ และการถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงปารีสอีกครั้ง คาดว่าคำสั่งหลายฉบับที่ทรัมป์ลงนามเมื่อวันจันทร์จะถูกยื่นฟ้องศาล

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตมากที่สุดคือการขาดคำสั่งที่ชัดเจนเกี่ยวกับภาษีศุลกากร โดยเฉพาะกับจีน แต่ทรัมป์กล่าวว่า เขาอาจเรียกเก็บภาษีจากเม็กซิโก และแคนาดาภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และยังคงพิจารณาจัดเก็บภาษีศุลกากรสากลสำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมด แม้ว่าจะยังไม่ได้ดำเนินการในทันทีก็ตาม

 

มาดูกันว่า จนถึงขณะนี้ ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งผู้บริหาร หรือมีแผนที่จะดำเนินการในเรื่องใดบ้าง

  • ติ๊กต๊อก

ทรัมป์สั่งระงับการแบนติ๊กต๊อกในสหรัฐโดยให้เวลาบริษัท และบริษัทแม่ในจีนอย่าง ไบต์แดนซ์ นาน 75 ว้น ในการหาทางบรรลุข้อตกลงสำหรับแอปยอดนิยมนี้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความกังวลในด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ

  • ภาษีศุลกากร

ทรัมป์จะเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางศึกษาเกี่ยวกับนโยบายภาษีศุลกากร และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐ กับจีน แคนาดา และเม็กซิโก

“ผมจะเริ่มต้นการปฏิรูประบบการค้าของเราในทันทีเพื่อปกป้องคนงานและครอบครัวชาวอเมริกัน” เขากล่าว และว่า ได้วางแผนที่จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงถึง 25% จากเม็กซิโก และแคนาดาภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

  • ตั้งหน่วยงานจัดเก็บรายได้จากนอกประเทศ

ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะจัดตั้งหน่วยงานจัดเก็บรายได้จากนอกประเทศ ซึ่งจะทำให้มีเงินจำนวนมหาศาลจากต่างประเทศ เข้าสู่กระทรวงการคลังสหรัฐ

“แทนที่จะเก็บภาษีพลเมืองของเราเพื่อทำให้ประเทศอื่นร่ำรวยขึ้น เราจะเก็บภาษีและเก็บภาษีจากต่างประเทศเพื่อทำให้พลเมืองของเราร่ำรวยขึ้น”

  • ภาวะฉุกเฉินด้านเงินเฟ้อ

ผู้นำใหม่สหรัฐ สั่งให้หน่วยงานต่างๆ “บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านราคาฉุกเฉิน” รวมถึงค่าใช้จ่าย และการจัดหาที่อยู่อาศัย ลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพ และยกเลิกนโยบายด้านสภาพอากาศ ที่ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น

  • ระงับให้ความช่วยเหลือต่างประเทศ 90 วัน 

ลงนามในคำสั่งให้ระงับการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาต่างประเทศเป็นเวลา 90 วัน ระหว่างรอการประเมินประสิทธิภาพ และความสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ โดยระบุว่า หัวหน้ากระทรวง และหน่วยงานทั้งหมด ที่รับผิดชอบโครงการช่วยเหลือการพัฒนาต่างประเทศของสหรัฐจะต้องระงับการอนุมัติข้อผูกพันใหม่ และการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาโดยทันที

“จะไม่มีการจ่ายเงินช่วยเหลือต่างประเทศ ในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ”

  • ล้างผิดผู้ต้องหาคดีบุกรัฐสภา 6 มกราคม 2564

ลงนามในคำสั่งอภัยโทษให้ผู้ต้องหาเกือบ 1,270 คนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด พร้อมสั่งกระทรวงยุติธรรมยุติการดำเนินคดีอีก 300 คดีที่ยังค้างอยู่ในชั้นศาล รวมถึงปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีกบฏอีก 14 ราย

“คำสั่งนี้จะยุติความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชาวอเมริกันตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และเป็นจุดเริ่มต้นของการสมานฉันท์ของประเทศ”

  • ถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงปารีส

ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อถอนสหรัฐ ออกจากข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยนับเป็นครั้งที่ 2 ที่สหรัฐถอนตัวจากความตกลงนี้

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์ ซึ่งมองว่าพลังงานสะอาดมีราคาแพง และสิ้นเปลืองนั้น ได้ประกาศว่า จะเร่งขุดเจาะ และใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมย้ำว่า “ผมจะประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติ เราจะขุดเจาะและขุดเจาะต่อไป”

  • ถอนสหรัฐออกจากองค์การอนามัยโลก

ลงนามในคำสั่งบริหาร ให้ถอนสหรัฐออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเป็นไปตามคำสัญญาในช่วงหาเสียงของเขา ที่จะต่อต้านองค์การระหว่างประเทศ

เขาระบุว่า สหรัฐถอนตัว เนื่องจาก WHO ดำเนินการผิดพลาดในการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเริ่มต้นจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และวิกฤติสุขภาพระดับโลกอื่น ๆ รวมถึงความล้มเหลวในการดำเนินการปฏิรูปที่จำเป็นเร่งด่วน และไม่สามารถแสดงถึงความเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมืองที่ไม่เหมาะสมของประเทศสมาชิก

คำสั่งดังกล่าวยังระบุถึงการที่สหรัฐต้องจ่ายเงินสนับสนุนที่มากเกินไปอย่างไม่เป็นธรรมให้กับ WHO ด้วย

 

เปลี่ยนแปลงนโยบายผู้อพยพครั้งใหญ่

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังลงนามในคำสั่งบริหารอีกจำนวนหนึ่ง ที่ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อนโยบายการย้ายถิ่นฐาน และจะนำไปสู่ข้อจำกัดใหม่ต่อการย้ายถิ่นฐานทั้งที่ถูกกฎหมาย และผิดกฎหมาย

  • สถานการณ์ฉุกเฉินชายแดน

ทรัมป์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติที่ชายแดนทางใต้ โดยจะส่งกองกำลังติดอาวุธ รวมถึงกองกำลังป้องกันชาติ เพื่อทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยชายแดน

“ผมจะส่งทหารไปที่ชายแดนทางใต้ เพื่อต่อต้านการรุกรานประเทศของเราที่ก่อให้เกิดหายนะ”

ทรัมป์ยังต้องการให้สร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกให้เสร็จ ซึ่งความพยายามดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขา

  • การเนรเทศ

เขาระบุว่า รัฐบาลสหรัฐจะเริ่มกระบวนการส่งตัวคนต่างด้าว ที่ก่ออาชญากรรมจำนวนหลายล้านคน กลับไปยังสถานที่ที่พวกเขามาจากมา โดยคาดว่า ผู้นำสหรัฐคนใหม่นี้ จะมอบอำนาจใหม่แก่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร และเจ้าหน้าที่ศุลกากรและป้องกันชายแดน เพื่อดำเนินการเนรเทศ

  • สิทธิพลเมืองโดยกำเนิด

ประธานาธิบดีคนใหม่ได้ลงนามในคำสั่ง ที่มีเป้าหมายเพื่อยุติการให้สิทธิพลเมืองโดยกำเนิดโดยอัตโนมัติ แก่บุตรของบุคคลที่ไม่อยู่ในประเทศอย่างถูกกฎหมาย รวมถึงบุคคลที่อยู่ในประเทศอย่างถูกกฎหมาย แต่เป็นการชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยว นักศึกษา และผู้ที่มีวีซ่าทำงาน

  • การลี้ภัย-สถานะผู้ลี้ภัย

ทรัมป์มีแผนที่จะระงับการตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้ลี้ภัยเป็นเวลา 6 เดือน และจะยุตินโยบาย “จับแล้วปล่อย” ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้อพยพจะได้รับการปล่อยตัวในขณะที่รอการพิจารณาคดีสถานะผู้ลี้ภัย

เขาได้ลงนามในประกาศยุติกระบวนการขอสถานะผู้ลี้ภัย ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า จะทำให้สามารถขับไล่ผู้ที่อยู่ในประเทศ ซึ่งกำลังรอการพิจารณาคดีในศาลได้ทันที

รัฐบาลจะพิจารณานำนโยบาย “อยู่ในเม็กซิโก” กลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่ต้องการขอสถานะผู้ลี้ภัย ต้องอยู่ในเม็กซิโกก่อนถึงวันนัดขึ้นศาลตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐ

  • ลงโทษประหารชีวิต

ทำเนียบขาวกล่าวว่ากระทรวงยุติธรรมจะพิจารณาใช้โทษประหารชีวิตกับ “ผู้อพยพผิดกฎหมายที่ทำร้ายและฆ่าชาวอเมริกัน”

  • กลุ่มค้ายา

ทรัมป์เคลื่อนไหวเพื่อกำหนดให้กลุ่ม MS-13 และ Tren de Aragua เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มค้ายาของเม็กซิโก ที่รับผิดชอบในการลักลอบขนยาเสพติดข้ามพรมแดน เขาจะใช้พระราชบัญญัติศัตรูต่างด้าว ค.ศ. 1798 เพื่อเนรเทศสมาชิกกลุ่ม

 

ที่มา :เปิดละเอียด! 'โดนัลด์ ทรัมป์' ลงนามคำสั่งชุดใหญ่ หลังรับตำแหน่ง 'ประธานาธิบดีสหรัฐ' คนที่ 47 อย่างเป็นทางการ - The Bangkok Insight

 

เพลงใหม่ เพลงแนะนำ เพลงฟังเพลินๆ

อ่านต่อ


Total View: 170
Post Date: วันที่ 21 มกราคม 2568


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้