เปิดสูตร ‘แก้หนี้-แก้จน’ รัฐบาลอิ๊งค์ ‘บิ๊กธุรกิจ’ เชียร์มาถูกทาง บูสต์ศก.ฟื้น

การเมืองเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเป็นของคู่กัน ที่ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนมาเป็นรัฐบาล การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ นโยบายแก้หนี้ แก้จน แก้เศรษฐกิจ จึงเป็นนโยบายแรกที่รัฐบาลจะเร่งแก้ไขในทันที

เช่นเดียวกับ “รัฐบาลแพทองธาร 1” จาก 10 นโยบายเร่งด่วน ก็ได้ปักธงการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ เป็นนโยบายแรก โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ รวมถึงช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบโดยจะดำเนินนโยบายผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์

⦁ลุ้น‘อิ๊งค์’เคาะบิ๊กแพคเกจกระตุ้น

จากถ้อยแถลงนโยบายในวันนั้น วันนี้ “รัฐบาล” ได้ตั้งคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจ มี “นายกฯแพทองธาร” เป็นประธาน เตรียมเปิดประชุมนัดแรกวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 นี้ ถึงแม้จะเป็นครั้งแรก แต่ก็เป็นที่คาดหวังจากภาคธุรกิจ รัฐบาลน่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ออกมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่น พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยโค้งสุดท้ายต่อเนื่องถึงปีหน้า 2568

มีการส่งสัญญาณจาก 3 ขุนคลังว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลากหลายให้ที่ประชุมบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจพิจารณา ไม่ว่ามาตรการของขวัญปีใหม่ มาตรการทางด้านภาษีเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 2 วงเงิน 10,000 บาท ซึ่งครั้งนี้พุ่งเป้าไปยัง “ผู้สูงอายุ” อยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักนิยาม “สูงวัย” เริ่มนับตั้งแต่ 50 ปี หรือ 60 ปี รวมถึงมาตรการสินเชื่อรายย่อย เพื่อเติมสภาพคล่องให้กับประชาชน

ยังมีมาตรการ “แก้หนี้ครัวเรือน” ที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของจีดีพี ทั้งหนี้บ้าน รถยนต์ กลุ่มเอสเอ็มอี โดยโฟกัสกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (SM) ที่ค้างชำระเกิน 30-90 วัน และกลุ่มเป็นหนี้เสียไม่เกิน 1 ปี โดยให้พักชำระดอกเบี้ย 3 ปี ยืดเวลาผ่อนเงินต้นยาว 80-85 ปี และให้ผ่อนครึ่งหนึ่ง

สำหรับลูกหนี้ที่เข้ามาตรการ ต้องเป็นรายย่อยสินเชื่อบ้านไม่เกิน3 ล้านบาทต่อราย เป็นบ้านที่อยู่อาศัย ไม่ใช่ซื้อเก็งกำไร ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ต้องราคาไม่เกิน 7 แสนบาทต่อราย ส่วนเอสเอ็มอี ต้องมีวงเงินสินเชื่อ 3 ล้านบาทต่อราย และตัดยอดหนี้ค้างชำระถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา

ทั้งหมดเป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นจากวงประชุมหารือระหว่างกระทรวงการคลังกับสมาคมธนาคารไทย ส่วนบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเปิดไฟเขียวตามนี้หรือมีเกณฑ์เพิ่มเติม คงต้องลุ้นกันต่อไป

 

⦁‘เครดิตบูโร’เชียร์พักดอก-จ่ายแค่ต้น

จากแนวคิด ทางออก ที่เปิดออกมา มีเสียงขานรับมากกว่าติติงจากภาคธุรกิจ เพราะทุกคนรู้เต็มอกว่า “หนี้ครัวเรือน” เป็นปัญหาใหญ่ในการลงทุนและเดินหน้าเศรษฐกิจ

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) มองว่า สูตรแก้หนี้ของรัฐบาลโดยลูกหนี้รับผิดชอบเฉพาะเงินต้น ทางเจ้าหนี้และรัฐจะดูแลดอกเบี้ยให้ ถือว่าเป็นสูตรใหม่ ถ้าหากภาครัฐดำเนินการได้สำเร็จ จะส่งผลค่อนข้างแรง เนื่องจากโดยปกติเมื่อมีการปรับโครงสร้างหนี้ ลูกหนี้ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยอยู่ แต่เมื่อรัฐพักดอกเบี้ยให้ 3 ปี ทำให้คนมีภาระผ่อนชำระลดลง มีเงินเหลือ เพื่อไปชำระเงินต้น แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะลดอัตราหนี้เสียในระบบได้มากหรือน้อย

จาก ณ เดือนสิงหาคม 2567 ภาพรวมสินเชื่อผู้บริโภคทั้งระบบอยู่ที่ 13.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 สินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 3.2% สินเชื่อรถยนต์ลดลง 4.6% บัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 0.3% สินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่ม 2.3% ขณะที่หนี้เสียค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ที่กว่า 1.18 ล้านล้านบาท เป็นหนี้เสียบ้านกว่า 230,481 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 26.3% รถยนต์กว่า 259,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.6% บัตรเครดิตกว่า 69,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.9% หนี้ที่ค้างชำระ 31-90 วัน หรือหนี้ที่กำลังจะเสีย (SM) อยู่ที่กว่า 641,393 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9% มีหนี้บ้านกว่า 187,199 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% รถยนต์กว่า 187,386 ล้านบาท ลดลง 12.9% หนี้บัตรเครดิตกว่า 10,796 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% และคาดว่าหนี้เสียยังคงปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 1.2 ล้านล้านบาท

“การแก้หนี้ จะไม่สำเร็จเลย ถ้าคนเป็นหนี้ ไม่มีรายได้เพิ่ม เพราะการปรับโครงสร้างหนี้เท่ากับเป็นการเริ่มต้นขอสินเชื่อใหม่ ต้องพิสูจน์สถานะการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ตามที่แบงก์กำหนด” สุรพลย้ำ

 

⦁‘อสังหาฯ’หนุนช่วยบูสต์ดีมานด์ใหม่

ขณะที่เสียงสะท้อนจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ทาง อิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า การปรับโครงสร้างหนี้แนวคิดนี้เป็นสูตรใหม่ที่ให้ลูกหนี้จ่ายแต่เงินต้น พักดอกเบี้ย 3 ปี อย่างการแก้หนี้รถยนต์ โดยเฉพาะรถกระบะถือว่าช่วยคนมีเครื่องมือในการทำอาชีพต่อ ส่วนหนี้บ้านจะช่วยลดหนี้ครัวเรือน ขณะที่การช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นเรื่องของการจ้างงาน ทำให้คนมีงานทำ ซึ่งภาคธุรกิจอสังหาฯนั้น เป็นแค่ผลพลอยได้ทางอ้อม เมื่อภาระหนี้ลดลง จะทำให้คนมั่นใจและอาจจะทำให้เกิดดีมานด์ใหม่ขึ้น ส่วนดีมานด์เก่าจะไม่ถูกยึดบ้าน ขายทอดตลาด เติมซัพพลายเข้าไปในตลาดบ้านมือสอง

เช่นเดียวกับมุมมองของ สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า แนวคิดนี้เป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ตรงจุดและเป็นการเพิ่มสภาพคล่องในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ด้วยจากปัจจุบันที่สินเชื่อโตต่ำ โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านและรถยนต์ ที่แบงก์มีการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพื่อป้องกันหนี้เสียในระบบเพิ่ม

ดังนั้นการพักดอกเบี้ย 3 ปี จ่ายเฉพาะเงินต้น สำหรับลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย 1 ปี ถือว่าเป็นเรื่องดี แก้ตรงจุด ช่วยลดภาระผ่อนต่องวด ทำให้มีเงินเหลือชำระเงินต้น รวมถึงทำให้คนจำนวนมากกลับเข้ามาสร้างผลผลิตใหม่ในระบบเศรษฐกิจ เกิดกำลังซื้อใหม่ๆ เมื่อเคลียร์หนี้เดิมได้แล้ว อีกทั้งยังทำให้ธนาคารมีรูมในการปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบได้มากขึ้น

มองว่ามาตรการแก้หนี้สูตรนี้ น่าจะทำให้เกิดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจได้ผลดีกว่าการแจกเงิน 10,000 บาท ที่จะช่วยได้แค่ระยะสั้นๆโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ที่ต้องการแหล่งเงินทุนใหม่ เพื่อมาต่อลมหายใจให้กับธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้

ด้าน อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนแก้หนี้บ้านและรถยนต์ รวมถึงเอสเอ็มอีที่รัฐบาลจะผลักดันออกมาเป็นมาตรการ เพื่อลดปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงในปัจจุบัน โดยพักดอกเบี้ย 3 ปี ผ่อนเฉพาะเงินต้น เป็นเรื่องที่ดี ช่วยลดภาระการผ่อนชำระ ซึ่งต้องยอมรับว่าหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงทำให้แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ทำให้ลูกค้าซื้อบ้านไม่ได้ เมื่อมีการปลดหนี้จากหนี้เสีย ทำให้มีรูมมาซื้อบ้านได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากให้ผลักดันต่อไปคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องผ่อนคลายมาตรการ LTV ให้คนกู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 ได้โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์และปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน

 

⦁เอสเอ็มอี-ส.อ.ท.แนะวางกรอบ

ในส่วนของธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ในหลักการเห็นด้วย หากจะมีโครงการหรือมาตรการช่วยลดภาระประชาชนและเอสเอ็มอี แต่อยากให้บริหารจัดการอย่างมีเสถียรภาพในระบบสถาบันการเงิน มีความชัดเจนในหลักเกณฑ์ อย่างกรณีพักดอกเบี้ย 3 ปี แล้วบวกสมทบปีที่ 4 จะกลายเป็นหนี้บวมในอนาคต อาจไม่ตรงโจทย์มากนัก เหมือนกรณีโครงการซอฟต์โลนที่ผ่านมา ทางปฏิบัติยังติดขัดในระเบียบของระบบสถาบันการเงิน

สมาพันธ์เสนอมาตลอดหากจะให้แก้หนี้และลดภาระได้อย่างยั่งยืน ควรตั้งกองทุนฟื้นฟูขึ้นมาโดยเฉพาะ เริ่มต้นที่ 50,000-100,000 ล้านบาทเช่น กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร กองทุนฟื้นฟูประชาชนและเอสเอ็มอี โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณ ด้วยการรวบรวมหนี้ที่กำลังเสีย มาฟื้นฟูด้วยการเว้นดอกเบี้ย พร้อมกับผลักดันให้เข้าแพคเกจพัฒนาอาชีพ หากภายใน 3 ปี ยังมีพฤติกรรมสร้างหนี้ซ้ำซ้อนอีก ให้ขึ้นบัญชีดำ เพื่อให้คนเป็นหนี้เร่งปรับตัวและอยู่ได้อย่างยั่งยืน

“ปัญหาหนี้จะรุนแรงมากขึ้น หากไม่แก้ไขอย่างรวดเร็ว ทำให้เอสเอ็มอีติดกับดักหนี้ถาวรกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ขณะเดียวกันสถานการณ์น้ำท่วมภาคเหนือและจังหวัดต่างๆ ในภูมิภาค จะส่งผลต่อการเพิ่มภาระหนี้เอสเอ็มอี เกษตรกร และประชาชนจากการฟื้นฟูอาคารสถานที่ประกอบการ เครื่องจักรอุปกรณ์ และพื้นที่เกษตร” แสงชัยกล่าว

ขณะที่ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า มาตรการแก้หนี้ ผ่านการพักดอกเบี้ย 3 ปี จ่ายแต่เงินต้น ไม่ก่อหนี้ใหม่ใน 3 ปี เป็นแนวทางที่ดีและถูกต้อง ซึ่งเวลา 3 ปีที่กำหนด ถือว่าเพียงพอในการฟื้นตัว ซึ่งปัจจุบันทุกคนรู้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ทำให้โอกาสจ่ายหนี้คืนมีน้อยลง การผิดนัดชำระหนี้มีมากขึ้น กลับไปสู่การติดล็อกจนตัวเลขหนี้เสียสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดการชะงักงันในการจับจ่ายใช้สอยในภาพรวม

“การไม่ก่อหนี้ใหม่ เพื่อพักจ่ายหนี้เก่าไว้ก่อน ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีโอกาสฟื้นตัวได้ จะต้องอาศัยเงินทุนในการดำเนินธุรกิจต่อไป เพราะบางรายหากไม่ปล่อยเพิ่ม เม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาเติมสภาพคล่องก็อาจไม่มีเช่นกัน แม้พักการจ่ายหนี้ไว้แล้วก็ตาม เปรียบเหมือนตอนการพักหนี้เป็นการหยุดเลือดไม่ให้ไหลต่อได้แล้ว แต่การรักษาในขั้นต่อไป ต้องเติมออกซิเจน หรือสารอาหารใหม่เข้าไป ผ่านการเพิ่มเม็ดเงินเพื่อดึงสภาพคล่องให้ฟื้นตัว หากหยุดเลือดเฉยๆ แต่ไม่มีอะไรเข้าไปช่วยใส่ยาเพิ่มเลย ในช่วง 3 ปีหลังพักหนี้จบแล้ว ก็อาจล้มลงอยู่ดี เพราะไม่มีสภาพคล่อง ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการ ประชาชน มีความแข็งแรงด้านกำลังจับจ่ายไว้ก่อน รับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะหลังมีประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ที่อาจส่งผลเชิงบวกและลบหลายเรื่อง อาทิ การเคลื่อนย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย และในภูมิภาคนี้” เกรียงไกรกล่าว

 

⦁‘ทีทีบี’ชี้ตรงเป้าบรรเทาขายทอดตลาด

ฝั่งนายแบงก์ ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) มองว่า หากมีการปรับโครงสร้างหนี้รถยนต์และมีมาตรการช่วยเหลือมากขึ้น จะทำให้ซัพพลายรถมือสองในตลาดน้อยลง หลังที่ผ่านมามีเรื่องคุณภาพสินเชื่อ เกิดการฟ้องร้องและยึดรถมากขึ้น ทำให้มีรถยนต์ไหลเข้ามาสู่ตลาดรถมือสองมากขึ้นและราคาตกลง

มาตรการแก้หนี้ที่รัฐบาลจะออกมาช่วยเหลือเป็นการช่วยกลุ่มเปราะบางเป็นหนี้บ้านและรถยนต์ จะเป็นตัวช่วยลดปริมาณรถและบ้านถูกยึดได้ คาดว่าจะเริ่มใช้ในต้นปี 2568 โดยกลุ่มรถกระบะที่ใช้รถเพื่อประกอบอาชีพ หากช่วยได้มาก จำนวนรถที่ถูกยึดจะลดลง ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไป ลดซัพพลายที่จะเข้าสู่ตลาดรถมือสอง พยุงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปในทิศทางที่เป็นบวกขึ้นกว่าเดิม

ขณะนี้ทีทีบีกำลังเตรียมระบบหลังบ้าน มีรถที่เข้าเกณฑ์อยู่ร่วม 100,000 คัน ประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการ 50,000 คัน จะคัดเลือกลูกหนี้กลุ่มเปราะบางจริงๆ ขณะที่ลูกหนี้บางรายอาจไม่ต้องการเข้าร่วม เพราะตามเกณฑ์แล้ว จะต้องควบคุมการก่อหนี้เป็นระยะเวลา 3 ปี ผู้เข้าร่วมมาตรการจะต้องมั่นใจว่าจะไม่ก่อหนี้เพิ่มใน 3 ปีนี้

แม้จะเป็นโจทย์ยาก ท้าทาย “รัฐบาลแพทองธาร 1” แต่ก็เป็นความคาดหวังที่ “ภาคธุรกิจ” อยากให้เกิดขึ้นในเร็ววัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นกับดักหนี้!

ที่มา :แก้หนี้

เพลงใหม่ เพลงแนะนำ เพลงฟังเพลินๆ

อ่านต่อ


Total View: 156
Post Date: วันที่ 18 พฤศจิกายน 2567


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้