เงินบาทลดช่วงอ่อนค่า จับตา 5 ปัจจัยสำคัญสัปดาห์นี้-ผลประชุม กนง.

เงินบาทลดช่วงอ่อนค่าลงบางส่วน คาดสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.90-33.70 บาทต่อดอลลาร์ จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์นี้ (14-18 ต.ค. 67) ทั้งผลประชุม กนง. (16 ต.ค.) ทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์สกุลเงินเอเชีย และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงผลประกอบการไตรมาส 3/2567 ของ บจ.ไทย
วันที่ 14 ตุลาคม 2567 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือนที่ระดับ 33.65 บาทต่อดอลลาร์ แต่ฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนปลายสัปดาห์ โดยเงินบาทขยับอ่อนค่าลงสอดคล้องกับสถานะขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ และภาพการอ่อนค่าของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย
ขณะที่เงินดอลลาร์ ทยอยฟื้นตัวขึ้นท่ามกลางการคาดการณ์ถึงโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.25% ในการประชุมเดือน พ.ย. นี้ หลังจากบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 17-18 ก.ย. ระบุว่า แม้กรรมการเฟดส่วนใหญ่สนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยลง 0.50% แต่ก็มีความเห็นที่สอดคล้องกันว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนั้นจะไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้เฟดต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ในการประชุมรอบถัด ๆ ไป
อย่างไรก็ดี เงินบาทฟื้นตัวแข็งค่ากลับมาบางส่วนตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ประกอบกับช่วงขาขึ้นของเงินดอลลาร์ เริ่มจำกัดในช่วงปลายสัปดาห์ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ มีทิศทางปะปน โดยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นมากกว่าที่ตลาดคาดไปที่ระดับสูงสุดในรอบ 14 เดือน ขณะที่ แม้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด แต่ก็ยังคงเป็นทิศทางชะลอลงต่อเนื่อง

ในวันศุกร์ที่ 11 ต.ค. 2567 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.34 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับ 33.04 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 ต.ค. 67) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 7-11 ต.ค. 2567 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยที่ 6,339 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 8,855 ล้านบาท (แบ่งเป็น ขายสุทธิพันธบัตร 8,828 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 27 ล้านบาท)
สำหรับสัปดาห์นี้ หรือระหว่างวันที่ 14-18 ต.ค. ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.90-33.70 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุม กนง. (16 ต.ค.) ทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์สกุลเงินเอเชีย และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภค ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือน ก.ย. ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก และเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือน ต.ค.
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) อัตราเงินเฟ้อเดือน ก.ย. ของอังกฤษ ยูโรโซน และญี่ปุ่น ตลอดจนข้อมูลจีดีพีไตรมาส 3/2567 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือน ก.ย. ของจีนด้วยเช่นกัน
ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตลอดสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อต่อเนื่องของสถาบันในประเทศ

หุ้นไทยขยับขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อสุทธิต่อเนื่องของกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ โดยมีปัจจัยหนุนหลัก ๆ มาจากความหวังต่อเม็ดเงินลงทุนของกองทุนรวมวายุภักษ์ ซึ่งกระตุ้นแรงซื้อหุ้นบิ๊กแคปในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นในภูมิภาคยังมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากคาดการณ์เรื่องแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดด้วยเช่นกัน
หุ้นไทยปรับขึ้นต่อเนื่องจนถึงช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มแบงก์และหุ้นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก่อนการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2567 ทั้งนี้หุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี (นับตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2566) ที่ 1,482.02 จุด ก่อนจะลดช่วงบวกลงมาบางส่วน เนื่องจากนักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนวันหยุดยาวของตลาดในประเทศ อนึ่ง นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 13 วันทำการ (25 ก.ย.-11 ต.ค.)
ในวันศุกร์ที่ 11 ต.ค. 2567 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,470.10 จุด เพิ่มขึ้น 1.79% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 52,844.60 ล้านบาท ลดลง 7.28% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.16% มาปิดที่ระดับ 343.00 จุด
ส่วนสัปดาห์ถัดไป (14-18 ต.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,455 และ 1,445 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,475 และ 1,495 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุม กนง. (16 ต.ค.) ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ผลประกอบการไตรมาส 3/2567 ของ บจ.ไทย โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ และทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือน ก.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ผลการประชุม ECB ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ก.ย. ของยูโรโซนและญี่ปุ่น ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค.ของญี่ปุ่นและยูโรโซน ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2567 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือน ก.ย. ของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
ที่มา :เงินบาทลดช่วงอ่อนค่า จับตา 5 ปัจจัยสำคัญสัปดาห์นี้-ผลประชุม กนง. (prachachat.net)