ขึ้นค่าแรง 400 บาท เปิดข้อมูลสำนักวิจัย ภาคธุรกิจเสี่ยงแค่ไหน ?

แรงงาน ค่าแรง ค่าแรงขั้นต่ำ

เปิดบทวิเคราะห์สำนักวิจัย การขึ้นค่าแรง 400 บาท กระทบธุรกิจอย่างไร ธุรกิจเสี่ยงแค่ไหน และกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร หลัง รมว.แรงงาน ปักธงใหม่ ขึ้นค่าแรง 400 บาท ทันภายในปีนี้

การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของรัฐบาล นำโดยพรรคเพื่อไทย และมีกำหนดจะปรับขึ้นค่าแรงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 นั้น ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ จากการเลื่อนประชุมบอร์ดค่าจ้างมาแล้วถึง 2 ครั้ง รวมถึงคณะกรรมการไตรภาคี ในส่วนของปลัดกระทรวงแรงงาน และอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เกษียณอายุราชการ จึงต้องรอให้มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน การตัดสินใจปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ยังเป็นความกังวลของภาคธุรกิจ ทั้งในแง่รายได้ ต้นทุน และ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวนและท้าทาย

6 กลุ่มธุรกิจเจอความเสี่ยง หลังขึ้นค่าแรง
วิจัยกรุงศรี ระบุว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาททั่วประเทศยังต้องติดตามการประชุมบอร์ดค่าจ้างครั้งถัดไป จากกำหนดการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างเพื่อพิจารณาถึงการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาททั่วประเทศทั้งในวันที่ 16 กันยายนและวันที่ 20 กันยายน พบว่ายังไม่มีมติใด ๆ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ จึงทำให้ต้องขยับเลื่อนออกไปอีก

ทั้งนี้ ในปี 2567 ประเทศไทยมีการปรับขึ้นค่าจ้างสองครั้งคือเมื่อวันที่ 1 มกราคม ปรับขึ้นทั่วประเทศแบ่งออกเป็น 17 อัตรา โดยอยู่ในช่วง 330 –370 บาทต่อวัน หรือเฉลี่ยปรับขึ้น 2.37% และต่อมาวันที่ 12 เมษายน ปรับค่าจ้างเป็น 400 บาทต่อวัน เฉพาะโรงแรมที่มีลูกจ้างไม่เกิน 50 คนขึ้นไปใน 10 จังหวัดท่องเที่ยวและปรับบางเฉพาะพื้นที่

ปัจจุบันแรงงานที่ได้ค่าจ้างน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำมีสัดส่วนอยู่เพียง 16% ของแรงงานทั้งหมด เทียบกับ 38.8% ในปี 2557

อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจที่มีการขยายตัวของผลิตภาพแรงงานในปัจจุบันต่ำกว่าการเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริง (Negative productivity-wage gap) อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นต่อผลกำไรและความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นอาจไม่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน

โดยกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้าง ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อิเล็กทรอนิกส์ ยางและพลาสติก อาหารและเครื่องดื่ม และยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่ง รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่ธุรกิจบริการอื่นๆ ส่วนใหญ่มีช่องว่างผลิตภาพแรงงานและค่าจ้างเป็นบวก อาทิ การเงิน และการค้า ซึ่งสะท้อนว่าผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อธุรกิจโดยภาพรวมอาจจำกัด

ขึ้นค่าแรง 400 บาท คาดเงินเฟ้อเพิ่ม 0.1% ต้นทุนแรงงานพุ่ง 6%
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยเมื่อพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยมีมุมมองต่อการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศเป็น 400 บาท ดังนี้

ภาคธุรกิจจะมีต้นทุนแรงงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 6% (คำนวณจากข้อมูลปลายปี 2566 ที่มีจำนวนลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน คิดเป็นสัดส่วนราว 37% ของลูกจ้างทั้งหมด)

หากแยกตามธุรกิจพบว่า ธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor-intensive) เช่น ภาคเกษตร การบริการด้านอื่น ๆ งานในครัวเรือนส่วนบุคคล ที่พักแรมและบริการอาหาร และก่อสร้าง จะมีต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 8-14% ซึ่งสูงกว่าภาคธุรกิจเฉลี่ย

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการปรับค่าจ้างแรงงานตามค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว บางธุรกิจอาจมีต้นทุนแรงงานในส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อิงกับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มเติม ซึ่งคงขึ้นอยู่กับโครงสร้างการจ่ายค่าจ้างของแต่ละธุรกิจ

กิจการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดน่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่าหัวเมืองหลักและหัวเมืองรอง เนื่องจากค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันมีระดับแตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด ตั้งแต่ 330-370 บาทต่อวัน (จากการปรับทั้งประเทศครั้งล่าสุด 1 ม.ค. 2567) ส่งผลให้ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของผู้ประกอบการอาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่

เงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 อาจสูงขึ้น 0.1% โดยต้นทุนของผู้ประกอบการมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าผู้บริโภคนั้นคงขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการและการแข่งขันของตลาดเป็นสำคัญ ท่ามกลางอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ โดยการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นคงส่งผลให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้เต็มที่

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่าหากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาททั่วประเทศในเดือน ต.ค. 2567 อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วไปในภาพรวมปี 2567 ที่ราว 0.1% ซึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นคงจะเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภายในประเทศท่ามกลางค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงอยู่แต่เดิม

ขณะที่ผลบวกต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคจากแรงงานที่ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นอาจมีไม่มากนัก ท่ามกลางค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อีกทั้ง เนื่องจากแรงงานในประเทศที่อิงค่าแรงขั้นต่ำมีสัดส่วนเป็นแรงงานต่างด้าวค่อนข้างมาก ซึ่งแรงงานต่างด้าวเหล่านี้มีแนวโน้มโอนเงินค่าจ้างที่ได้รับกลับไปยังประเทศตนเองราว 30-40% ของรายได้ต่อเดือน

ส่งผลให้ภาพรวมแรงงานที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายในการบริโภคในประเทศน้อยกว่าค่าจ้างที่ได้รับเพิ่มขึ้น (Marginal Propensity to Consume : MPC น้อยกว่า 1) ส่งผลให้ผลบวกต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคในปี 2567 คาดว่าจะมีไม่มากนัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังระบุอีกว่า แม้การปรับเพิ่มขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็มีความเสี่ยงจากราคาสินค้าและบริการที่จะเพิ่มขึ้นตาม รวมถึงการถูกเลิกจ้างงานในบางกิจการ โดยก่อนหน้านี้มีสินค้าและบริการบางรายการปรับไปรอค่าจ้างที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งหากภาครัฐไม่ได้มีมาตรการคู่ขนานในการควบคุมดูแลราคาสินค้าและบริการร่วมด้วย

ทำให้ท้ายที่สุดแล้วความสามารถในการใช้จ่ายของแรงงานคงไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก และอาจต้องเผชิญความเสี่ยงถูกเลิกจ้างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่อาจมีการหันไปประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น หรือบางกิจการ โดยเฉพาะ SMEs ที่อาจแบกรับต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นไม่ไหวจนต้องปิดตัวลง

ต่างจังหวัด กระทบมากกว่า เมืองหลัก-เมืองรอง
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังเปิดข้อมูลระบุว่า 3 พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด-น้อยที่สุด จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยเทียบการเปลี่ยนแปลงจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับเมื่อ 1 ม.ค. 2567 เป็นเปอร์เซ็นต์ ดังนี้

3 พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ปัตตานี ยะลา นราธิวาส (เดิม 330 บาท) +21%
แพร่ น่าน พะเยา ตรัง (เดิม 338 บาท) +18%
16 จังหวัดทั่วประเทศ (เดิม 340 บาท) +18%
3 พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ภูเก็ต (เดิม 370 บาท) +8%
กรุงเทพฯและปริมณฑล (เดิม 363 บาท) +10%
ชลบุรีและระยอง (เดิม 361 บาท) +11%
ขณะที่มิติการใช้แรงงานเข้มข้น พบว่า ธุรกิจที่ใช้แรงงานมากและจ่ายค่าแรงอิงตามค่าจ้างขั้นต่ำในสัดส่วนสูง อาจได้รับผลกระทบมากกว่าธุรกิจอื่น ๆ โดยจากข้อมูลพบว่า สัดส่วนลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่า 400 บาท มีดังนี้

การเกษตร 89% (9.9 แสนคน)
บริการอื่น ๆ (ความงาม ร้านซักรีด ฯลฯ) 66% (2.7 แสนคน)
โรงแรม/ร้านอาหาร 49% (5.6 แสนคน)
ก่อสร้าง 48% (7.4 แสนคน)
รมว.แรงงาน ปักธงใหม่ ขึ้นค่าแรง 400 บาท ภายในปีนี้
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า คณะกรรมการไตรภาคี ส่วนของปลัดกระทรวงจะมาโดยตำแหน่ง ส่วนอธิบดี กสร.คนใหม่ คาดว่าจะมีการนำเสนอชื่อเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีอยู่ในใจแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูว่าธนาคารแห่งประเทศไทย​ (ธปท.) จะใช้เวลาในช่วงเดียวกันนี้พิจารณาส่งตัวแทนคนใหม่ในคณะกรรมการ หรือจะใช้บุคคลเดิม เพราะก็ยังมีสิทธิอยู่ จนกว่าจะถึงเดือนมีนาคม 2568

เมื่อถามว่าจะขยับกรอบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นช่วงใดนั้น นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า เนื่องจากสภาวะปัจจุบัน การจะประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็เห็นใจกับคณะกรรมการไตรภาคีที่ยังเกิดเหตุขัดข้อง ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง จึงจำเป็นต้องเลื่อนการประกาศขึ้นค่าแรง ซึ่งเดิมตั้งไว้ให้ทันใน 1 ตุลาคม 2567 แต่เนื่องจากปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งมาก สภาวะการส่งออกเป็นไปได้ยาก จึงต้องนำเรื่องไปหารือกับนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

แต่ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท และจะต้องทันภายในปีนี้ เมื่อกรรมการมีความพร้อมทุกอย่างจะต้องดำเนินการอีกครั้ง

 

ที่มา :ขึ้นค่าแรง 400 บาท เปิดข้อมูลสำนักวิจัย ภาคธุรกิจเสี่ยงแค่ไหน ? (prachachat.net)

อ่านต่อ


Total View: 163
Post Date: วันที่ 1 ตุลาคม 2567


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้