ดอกเบี้ยสูง ทำคนเมิน “ซื้อบ้าน” 56% หวั่น ขอสินเชื่อไม่ได้ 41% โอด “ราคาบ้าน” แพงเกินไป

ดอกเบี้ยสูง ทำคนเมิน “ซื้อบ้าน” 56% หวั่น ขอสินเชื่อไม่ได้ 41% โอด “ราคาบ้าน” แพงเกินไป

คนไทยไม่พร้อม “ซื้อบ้าน” ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เผย ดอกเบี้ยสูง กดดัน การขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขณะ 41% ตอบแบบสอบถาม ชี้ “ราคาบ้าน” แพงเกินไป เลือก เก็บเงินไว้ใช้จ่ายแทน ท่ามกลางทิศทางราคาบ้านปีนี้ จ่อแพงขึ้นอีก 5-10% ตามต้นทุนก่อสร้าง และประกาศค่าแรงใหม่

ปัจจัยทางการเงินยังคงเป็นความท้าทายหลัก ของคนวางแผน “ซื้อบ้าน” ในยุคปัจจุบัน ที่กำลังถูก “อัตราดอกเบี้ย” 2.5% ที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี ฉุดความสามารถ เมื่อต้องการยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย

ล่าสุด ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ แพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง เผยรายงานชุดหนึ่ง ซึ่งมีข้อมูลและมุมมองความเห็นของคนไทย เกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างน่าสนใจ ว่า ความท้าทายทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น ล้วนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของผู้บริโภคโดยตรง ทำให้ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคปรับลดลงมาอยู่ที่ 63% (จากเดิม 65% ในรอบก่อนหน้า) 

ขณะที่เมื่อพิจารณาถึงความพร้อมทางการเงินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเมื่อคิดซื้อที่อยู่อาศัยพบว่ามีเพียง 24% เท่านั้นที่มีเงินออมเพียงพอที่จะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองในเวลานี้ ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (54%) เก็บเงินได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น และ 21% ยังไม่ได้เริ่มแผนเก็บเงินใดๆ 

ขอสินเชื่อบ้าน ไม่ได้ เพราะ ภาระหนี้สูง

อีกทั้ง กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางและล่าง มากกว่าครึ่ง (56%) เผยว่ารายได้และอาชีพที่ไม่มั่นคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการขอสินเชื่อบ้าน ตามมาด้วย 32% มีประวัติทางการเงินที่ไม่ดี และ 29% มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ ไม่เอื้ออำนวย 

นอกจากนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่นั้นมองว่านโยบายภาครัฐไม่เอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัยมากเพียงพอ โดยมีเพียง 15% เท่านั้นที่มองว่ารัฐบาลมีความพยายามเพียงพอที่จะช่วยให้ซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้ ซึ่งลดลงจาก 19% ในรอบก่อนหน้า เนื่องจากภาครัฐไม่มีการออกมาตรการใหม่เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมในปีที่ผ่านมา

ปัจจัยข้างต้น ได้ส่งผลให้ผู้บริโภค หันมาเลือกเช่าแทนนั้นเกือบ 2 ใน 3 (64%) ของผู้ที่เลือกเช่าเผยว่าไม่มีเงินเก็บเพียงพอในการซื้อที่อยู่อาศัย ขณะที่ 41% มองว่าที่อยู่อาศัยมีราคาแพงเกินไปจึงเลือกเก็บเงินไว้แทน และ 30% ไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องซื้อในเวลานี้ สะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายทางการเงินยังคงมีส่วนสำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกเช่าแทน 

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2567 สถาบันการเงินยังคงมีความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อควบคุมสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สอดคล้องกับรายงานของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) พบว่ากลุ่มสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) หรือสินเชื่อบ้านที่มีการค้างชำระ 1-3 เดือนในช่วงไตรมาส 3 ปี 2566 มีอัตราเพิ่มขึ้น 37.2% โดยส่วนใหญ่จะเป็นบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท 

แนวโน้ม “ราคาบ้าน” ปีนี้ เพิ่มอีก 5-10% 

ขณะทิศทาง ราคาบ้านปี 2567 นั้น ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ประเมินว่า จะไต่ระดับตามต้นทุนการก่อสร้างที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีก่อนหน้า ทั้งในส่วนราคาวัตถุดิบและค่าดำเนินการ รวมทั้งราคาพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งเป็นต้นทุนการขนส่ง จากรายงานของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เผยว่าดัชนีราคาค่าก่อสร้างบ้านมาตรฐานในช่วงไตรมาส 3 ปี 2566 เพิ่มขึ้น 0.1% และเพิ่มขึ้น 1.5% 

นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 2567, ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ และราคาที่ดินในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ปรับเพิ่มขึ้น ล้วนเป็นต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้และคาดว่าจะทำให้ราคาที่อยู่อาศัยในปี 2567 นี้ จำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้น 5-10% จากปีก่อนหน้า และส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคเช่นกัน

ที่มา : รายงานดีดีพร็อพเพอร์ตี้ 

ที่มา : ดอกเบี้ยสูง ทำคนเมิน “ซื้อบ้าน” 56% หวั่น ขอสินเชื่อไม่ได้ 41% โอด “ราคาบ้าน” แพงเกินไป (thairath.co.th)

 

 

 

 

 

อ่านต่อ


Total View: 151
Post Date: วันที่ 18 มกราคม 2567


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้