เอสเอ็มอี เตือนวิกฤตการเมือง กดดัน เศรษฐกิจบอบช้ำ โชว์ 4 เรื่องเร่งรัฐบาลใหม่แก้ไข

เอสเอ็มอี เตือนวิกฤตการเมือง กดดัน เศรษฐกิจบอบช้ำ โชว์ 4 เรื่องเร่งรัฐบาลใหม่แก้ไข
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองและการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 30 หลังจากนายพิธา ไม่ผ่านการโหวตรอบแรกเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้นว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภา ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และหากการเลือกนั้นได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนทั้งประเทศ ไม่มุ่งเอาชนะในทางนิติศาสตร์เพียงด้านเดียว แต่ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ไม่ฝืนเสียงประชาชน ประเทศไทยบอบช้ำจากวิกฤตทางการเมืองมาหลายครั้ง วิกฤตเศรษฐกิจมากมาย ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อมที่ถาโถม การแข่งขัน การกีดกันทางการค้าของประเทศต่างๆที่รุกคืบ ล้วนเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่ สส. สว. รัฐบาล ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต้องร่วมแรงร่วมใจในการกำหนดทิศทางอนาคตประเทศไทยไม่ให้หยุดชะงักหรือเดินถอยหลังไปอีก
นายแสงชัย กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และการเมืองภายในประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจนอาจส่งผลกับการขยายตัวของจีดีพีที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 3.6 % ซึ่งเป็นอุปสรรคในเครื่องยนต์ของการบริโภคภาครัฐ โครงการใหม่ๆ งบประมาณที่จะนำมาขับเคลื่อนนโยบาย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาระบบนิเวศน์เศรษฐกิจไทยล่าช้าออกไป ซึ่งเอสเอ็มอี 4 ภาคส่วน ได้แก่ 1.ภาคการส่งออกและอุตสาหกรรม 2.ภาคการท่องเที่ยวและบริการ 3.ภาคการค้าส่ง ค้าปลีก และ4.ภาคธุรกิจเกษตรและเกษตรกรรม โดยทั้ง 4 ภาคส่วนเผชิญอุปสรรคปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือ ได้แก่ 1. ต้นทุนวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต ปุ๋ย อาหารสัตว์ เครื่องจักร พลังงานไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม ล้วนมีการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมากและขาดยุทธศาสตร์ในการปักหมุดลดการนำเข้าสินค้า บริการที่สำคัญ ส่งเสริมผู้ประกอบการลงทุนผลิตในประเทศแบบพึ่งพาตนเอง รวมทั้งขาดกลไกการลดต้นทุนพลังงานอย่างเป็นระบบจริงจังต่อเนื่อง เพื่อกระจายโอกาสให้ผู้ประกอบการ ประชาชนเป็นเจ้าของพลังงานสีเขียวที่มีต้นทุนต่ำ และแต้มต่อ อาทิ Solar rooftop Soalar farm เป็นต้น ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังรุกคืบเข้ามา 2 .ต้นทุนแรงงานกับผลิตภาพที่ไม่สมดุลกัน ซึ่งระบบนิเวศน์การพัฒนาภาคแรงงานต้องออกแบบให้จูงใจแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบเพื่อส่งเสริมการยกระดับทักษะ สมรรถนะ ขีดความสามารถแรงงานอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการและกระแสการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี
นายแสงชัย กล่าวอีกว่า 3.การพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีฐานนวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน ประสิทธิภาพ สร้างความยั่งยืนให้เอสเอ็มอี โดยนำความสร้างสรรค์ ดิจิทัลเทคโนโลยี นวัตกรรมมาเป็นกลไกสำคัญสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ BCG Economy Digital Economy และ Creative Economy เป็นต้น โดยนโยบาย มาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีระบบส่งต่อผู้ประกอบการ เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของผู้ประกอบการกับความช่วยเหลือ มาตรการดีๆของหน่วยงานต่างๆที่ออกมา และสามารถมีระบบอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสะดวก ง่าย ติดตาม ประเมินผล และโปร่งใส ซึ่งจะทำให้ฐานข้อมูลประเทศถูกจัดระบบอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ 4. การเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำ ในการปรับปรุงกิจการ พัฒนาธุรกิจ สินค้า บริการ เพิ่มสภาพคล่อง ที่ต้องใช้กลไกกองทุนสนับสนุนควบคู่กับการบ่มเพาะ Financial literacy ตระหนักรู้และเข้าใจการบริหารจัดการทางการเงิน บัญชี ภาษีที่ถูกต้องเกิดประโยชน์ในการสร้างวินัยทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาจใช้ SME wallet เข้ามาในสร้างระบบนิเวศน์การพิจารณาสินเชื่อ จูงใจ SME เข้าระบบ มีเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำให้ สามารถใช้ SME Walket ในการดำเนินธุรกิจเท่านั้น อาทิ ซื้อสินค้า บริการ วัตถุดิบ จ่ายค่าจ้าง สาธารณูปโภค เป็นต้น สร้างระบบนิเวศน์ทางการเงินที่มีประสิทธิภาพให้ SME เป็นต้น และ5. การเชื่อมโยง SME Start up กับตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ที่ต้องใช้นโยบายเชิงรุก “สร้าง ส่งเสริม สนับสนุน SME Start up ไปเติบโตในต่างประเทศ” กลุ่มธุรกิจที่มีช่องว่าง สามารถสร้างโอกาสขยายธุรกิจในแบบ “Glocalization” ยกระดับธุรกิจท้องถิ่นสู่สากลอย่างเป็นระบบ อาทิ 5F Food Fashion Festival Fight Film หรือ ในกลุ่มธุรกิจ Creative Economy Digital Economy BCG Economy เป็นต้น
นายแสงชัย กล่าวถึงกรณีกรมบัญชีกลางปรับมาตรการเอสเอ็มอี โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หากเข้าประมูลงานภาครัฐและผลการประมูลงานแล้วราคาประมูลที่ประกาศออกมา หากราคาของนเอสเอ็มอีสูงกว่ารายใหญ่ ไม่เกิน 10 % หน่วยงานเจ้าของโครงการ ต้องเลือกที่เป็นเอสเอ็มอีผู้ชนะการประมูลโครงการนั้น เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีในประเทศให้เติบโตขึ้นในอนาคต นั้น เห็นด้วยกับแนวทางของกรมบัญชีกลาง ที่ขนาดของเอสเอ็มอีที่ประมูลงานภาครัฐ ต้องไม่เกินนิยามเอสเอ็มอี ได้ด้านรายได้ต่อปี ตามนิยามสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. และประมูลงานต้องไม่เกินมูลค่ารายได้ตามนิยาม หากเกินก็ไม่ควรได้แต้มต่อ 10% ของราคา
” ควรมีเชื่อมโยงข้อมูล Blockchain ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเพื่อให้การให้แต้มต่อเป็นไปอย่างยุติธรรม มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เกิดการใช้ข้อมูลแบบ Real-time ที่รวดเร็ว และโปร่งใส เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง คัดเลือก เฉพาะเจาะจง e-bidding กระจายโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หลายหน่วยงานใช้วิธีเฉพาะเจาะจงในสัดส่วนงานที่มากทั้งๆที่เป็นงานที่มีผู้ประกอบการจำนวนมากในงานนั้นๆ อีกทั้งการประกาศเชิญชวน ประชาสัมพันธ์ในแต่ละงานต้องทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการฮั้ว ทุจริตคอร์รัปชั่นได้ในระดับหนึ่ง ” นายแสงชัย กล่าว
ที่มา : เอสเอ็มอี เตือนวิกฤตการเมือง กดดัน เศรษฐกิจบอบช้ำ โชว์ 4 เรื่องเร่งรัฐบาลใหม่แก้ไข (matichon.co.th)