เช็กดีๆ! ‘7 ขั้นตอนรีไฟแนนซ์บ้าน’ ดอกเบี้ยถูก ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด
รีไฟแนนซ์บ้าน ยุ่งยากไหม ทำยังไง เริ่มจากตรงไหน ง่ายๆมี 7 ขั้นตอน เตรียมพร้อมเอกสาร ย้ายธนาคารไปสู่ดอกเบี้ยที่ถูกลงได้!

หนึ่งในปัญหาของคนกู้บ้านที่เจอมากที่สุดคือ ดอกเบี้ยลอยตัวเมื่อผ่อนชำระค่างวดไปได้ 3 ปี ทำให้ดอกเบี้ยพุ่งกว่าเดิมมาก และบางรายอาจกระทบกับการผ่อนค่างวด บางรายถูกตัดเงินต้นไปน้อยกว่าดอกเบี้ยเสียอีก จึงเป็นที่มาของ การรีไฟแนนซ์บ้าน คือการย้ายธนาคารเมื่อดอกเบี้ยแพงจนรับไม่ไหว เพราะการรีไฟแนนซ์ ทำให้ดอกเบี้ยบ้านนั้นถูกลง และค่างวดของเราน้อยกว่าเดิมได้อีกด้วย
สำหรับวิธีการรีไฟแนนซ์บ้าน มี 7 ขั้นตอน ดังนี้
1.ตรวจสอบสัญญากู้
ตรวจสอบสัญญาว่า เราสามารถรีไฟแนนซ์หรือย้ายออกจากธนาคารเดิมตามสัญญาเมื่อไร ส่วนใหญ่แล้วธนาคารจะอนุญาตให้รีไฟแนนซ์ได้หลังผ่อนชำระครบ 3 ปี แต่หากต้องการรีไฟแนนซ์ก่อน เราก็จะต้องชำระค่าปรับให้กับทางธนาคาร
2.ตรวจสอบข้อมูลยอดหนี้คงเหลือ
ตรวจสอบข้อมูลยอดหนี้คงเหลือ โดยสามารถทำได้ผ่านการติดต่อกับธนาคารเดิมเพื่อสรุปยอดหนี้สินที่ต้องการผ่อนชำระ โดยข้อมูลยอดคงเหลือ และข้อมูลการผ่อนชำระ จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจย้ายธนาคารใหม่ เพื่อทำการรีไฟแนนซ์บ้านผ่านการนำยอดหนี้ที่เหลือไปคำนวณกับข้อเสนอที่ธนาคารมอบให้
3.มองหาธนาคารที่เหมาะสม
อีกหนึ่งขั้นตอนของวิธีรีไฟแนนซ์บ้านที่สำคัญ คือ การเลือกธนาคารใหม่ อาจเปรียบเทียบจากข้อเสนอดอกเบี้ยและระยะเวลาการผ่อน รวมไปถึงระยะเวลาในการชำระหนี้ ซึ่งแต่ละธนาคารจะมีโปรโมชั่นให้เลือก เช่น ฟรีค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นต้น
4.เตรียมเอกสารในการรีไฟแนนซ์บ้านให้พร้อม
การรีไฟแนนซ์ต้องเตรียมเอกสารหลายส่วนเพื่อใช้ในการทำสัญญา เพราะการรีไฟแนนซ์จะคล้าย ๆ กับการยื่นกู้เพื่อซื้อบ้านใหม่อีกรอบ โดยเอกสารที่ต้องเตรียมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
4.1 เอกสารข้อมูลส่วนบุคคล
-สำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ
-สำเนาทะเบียนบ้าน
-สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของคู่สมรส (ถ้ามี)
-สำเนาทะเบียนสมรส / หย่า / ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
-สำเนาใบมรณบัตรและทะเบียนสมรสของคู่สมรส (กรณีคู่สมรสเสียชีวิต)
4.2 เอกสารแสดงรายได้
กรณีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ประจำ ดังนี้
-หนังสือรับรองการทำงาน หรือสำเนาสลิปเงินเดือน (ฉบับล่าสุด) (สำเนาสลิปเงินเดือนย้อนหลัง 12 เดือน กรณีมีรายได้เป็น commission)
-หนังสือรับรองโบนัสประจำ (ถ้ามี)
-สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน (ย้อนหลัง 12 เดือน กรณีมีรายได้เป็น commission)
-แบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (50 ทวิ และ ภงด.90/91) พร้อมใบเสร็จการชำระภาษีย้อนหลัง 2 ปี
กรณีบุคคลธรรมดาที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว ดังนี้
-สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน / ใบทะเบียนการค้า ไม่เกิน 3 เดือน
-สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีชื่อผู้กู้ / ผู้กู้ร่วม ไม่เกิน 3 เดือน
-สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน (ทั้งในนามบุคคลและกิจการ)
-สำเนา ภ.พ.30 พร้อมใบเสร็จ (ถ้ามี)
-สำเนา ภ.พ.20 (ถ้ามี)
-สำเนาบริคณห์สนธิ ไม่เกิน 3 เดือน
4.3 เอกสารด้านหลักประกัน
-สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หลักประกัน เช่น โฉนดที่ดิน หรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด (ขนาดเท่าตัวจริงทุกหน้า)
-ใบอนุญาตปลูกสร้าง / หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง เช่น สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน (ทด.13) หรือหนังสือสัญญาให้ที่ดิน (ทด.14)
-สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน (กรณีถ้ามีสัญญาเงินกู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอื่นและอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ)
-แผนที่ตั้งหลักประกันโดยสังเขป
-สำเนาสัญญากู้เงินกับสถาบันการเงินเดิม
-สำเนาใบเสร็จเงินกู้เดือนล่าสุด
5.ยื่นขอสินเชื่อสำหรับการรีไฟแนนซ์บ้าน
เมื่อเตรียมเอกสารไว้พร้อมแล้ว สามารถเข้าไปขอสินเชื่อกับทางธนาคารได้โดยตรง และเมื่อธนาคารรับเรื่องแล้ว จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปประเมินราคาหลักประกัน เพื่อประกอบการอนุมัติสินเชื่อรีไฟแนนซ์ และเมื่อธนาคารใหม่อนุมัติสินเชื่อรีไฟแนนซ์แล้ว จะติดต่อกับธนาคารเดิมเพื่อสอบถามหนี้คงเหลือ และนัดวันไถ่ถอนต่อไป
6.เตรียมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
ต่อมาเมื่อธนาคารใหม่อนุมัติสินเชื่อแล้ว สิ่งที่ต้องเตรียม คือ เตรียมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์จะน้อยกว่าการซื้อบ้านแบบปกติ
7.ทำสัญญาและจดจำนองที่กรมที่ดิน
ขั้นตอนรีไฟแนนซ์บ้านสุดท้าย ทางธนาคารจะมีเจ้าหน้าที่ถือสัญญาไปให้เซ็นที่กรมที่ดิน พร้อมกับการทำสัญญาจดจำนองในวันเดียวกัน หลังทำสัญญาและจดจำนองเรียบร้อยแล้ว ก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้นการรีไฟแนนซ์บ้าน
เพียงแค่นี้เราก็ทำการผ่อนชำระในสัญญาใหม่กับธนาคารแห่งใหม่ ที่มีดอกเบี้ยใหม่ถูกกว่าเดิม เป็นอันเสร็จตาม 7 ขั้นตอนของการรีไฟแนนซ์บ้านกันแล้ว!
(ข้อมูล : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา).