สศค.รอดูทิศทางนโยบายรัฐบาลใหม่ ลดเป้าเศรษฐกิจปี 66 เหลือ 3.6% ค่าไฟไม่กดดันเงินเฟ้อพุ่ง

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 ใหม่เหลือ 3.6% จาก 3.8% เป็นผลจากภาคส่งออกติดลบ 0.5% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่องฟื้นตัวขึ้น คาดการณ์ว่าจำนวนท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยเพิ่มจาก 27.5 ล้านคน เป็น 29.5 ล้านคน ขยายตัว 164.6% จากปีก่อนหน้า สร้างรายได้ 1.3 ล้านล้านบาท ขยายตัว 255.9% จากปีก่อนหน้า ส่งผลต่อเนื่องให้การบริโภคในประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อลดลงเร็วกกว่าที่คาดจาก 2.8% เหลือ 2.6% ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเกาะติดใกล้ชิด ได้แก่ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความผันผวนทางการเงินของโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มขยายวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงระหว่างประเทศและปัจจัยการผลิตต่างๆ
นายพรชัยกล่าวยังถึงกรณีค่าไฟฟ้าที่ราคาเพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้ ว่า แม้ค่าไฟจะเพิ่มสูงขึ้นจนประชาชนรู้สึกได้ถึงผลกระทบ แต่ในภาพรวมถ้าเปรียบเทียบสัดส่วนของค่าไฟฟ้าในตะกร้าเงินเฟ้อ หมวดค่าพลังงาน ทั้งไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้มนั้น มีสัดส่วนเพียง 5.5% เท่านั้น จึงไม่ได้กระทบกับเงินเฟ้อ และปีนี้คาดการอัตราเงินเฟ้อก็ยังคงเป็นทิศทางลดลง โดยปัญหาค่าไฟฟ้านั้น กระทรวงพลังงานจะมีนโยบาย เพื่อแบ่งเบา ภาระประชาชนต่อไป
ส่วนกรณีการเลือกตั้งปี 2566 จะมีผลต่อการบริโภคภายในประเทศอย่างไรนั้น เบื้องต้นการหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองนั้น ส่งผลให้ธุรกิจป้ายที่ใช้หาเสียงกลับมาฟื้นตัวและคึกคักมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเกิดการจ้างงาน ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ส่วนตัวเลขผลการใช้จ่ายในช่วงก่อนเลือกตั้งนั้น ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน ต้องรอหลังจากที่การเลือกตั้งจบ มีการรายงงานการใช้จ่ายกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน
“สำหรับนโยบายหาเสียงแบบประชานิยมกับฐานะการคลังนั้น ในเบื้องต้นประเมินว่า นโยบายของรัฐบาลใหม่ คงออกมาไม่ทันช่วงการใช้งบ ประมาณปี 2566 และคงจะเริ่มใช้ในเงินของปีงบ 2567 ดังนั้น ระหว่างรอรัฐบาลใหม่ ช่วงต้นปีงบ 2567 หรือช่วงเดือน ต.ค.2566 เป็นต้นไป ยังคงใช้งบปี 2566 ไปจนกว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปีงบ 2567 จะผ่านสภาได้ ขณะที่สัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งกำหนดไว้ที่ 70% ล่าสุดหนี้สาธารณะอยู่ที่ 61% ทำให้มี ช่องว่างในการกู้เงินได้ แต่การกู้เงินก็ควรคำนึงถึงผลของการกู้เงินว่าช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ และการกู้เงินแต่ละครั้งก็เป็นภาระของคนรุ่นลูกหลาน และความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทย”.