ระบบการเงินไทยแข็งแกร่ง แต่หนี้ครัวเรือนของไทยยังสูง

ระบบการเงินไทยแข็งแกร่ง เศรษฐกิจฟื้นตัวดี แต่ยังมี 8 ด้านมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน โดยเฉพาะหนี้ภาคครัวเรือนสูงเป็นจุดเปราะบางต้องตามใกล้ชิด
วันที่ (10 เม.ย.2566) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาพรวมเสถียรภาพและการเงินประจำไตรมาสที่ 1 ปีนี้ โดยระบุว่า ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ได้รับผลดีจากเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ธนาคาพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง ทำให้ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยจากปัจจัยในประเทศลดลง แต่ก็ยังมีจุดเปราะบางที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ที่ฟื้นตัวช้าหรือยังไม่ฟื้นตัว โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ จีดีพี. ยังใกล้เคียงเดิมที่ร้อยละ 86.9 โดยภาระหนี้ครัวเรือนไตรมาสแรกขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย จากสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อยานยนต์ และสินเชื่อเพื่อธุรกิจ
ทั้งนี้ ตลาดการเงินไทย ยังทำหน้าที่ได้ตามปกติ แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปจากความเชื่อมโยงกับตลาดการเงินโลกที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้น หลังเกิดปัญหาสถาบันการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลักและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลังไม่แน่นอน
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสื่อสารประเด็นความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่ทันการณ์จะเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประชาชน ธปท. จึงได้จัดทำรายงานเสถียรภาพระบบการเงินไทยรายไตรมาส (Quarterly Financial Stability Snapshot) ครอบคลุมประเด็นความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่สำคัญ 8 ด้าน เพื่อให้สาธารณชนรับทราบถึงสถานะ และความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย ดังนี้
1.ภาคครัวเรือน
ยังเปราะบางจากภาระหนี้สูง แม้รายได้เริ่มฟื้นตัวและเงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่ก็ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ฟื้นตัวช้า และกลุ่มที่มีหนี้สูง
2.ภาคธุรกิจ
• ธุรกิจขนาดใหญ่มีความสามารถในการชำระหนี้และทำกำไรลดลง แต่ยังมีสภาพคล่องและฐานะการเงินในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งนี้ ยังต้องติดตามผลกระทบจากความต้องการซื้อในตลาดโลกที่ชะลอลงต่อภาคการผลิตที่เน้นการส่งออก เช่น เหล็ก แผงวงจรและเซมิคอนดักเตอร์ ยางและพลาสติก รวมถึงติดตามบางบริษัท
• ขณะที่ ธุรกิจ SMEs รายได้ทยอยฟื้นตัว แต่คุณภาพสินเชื่อและฐานะการเงินยังเปราะบางยังต้องติดตามการฟื้นตัวของกลุ่มปิโตรเคมี เหล็ก สิ่งทอ ปิโตรเลียม และขนส่งสินค้าที่ความต้องการซื้อในตลาดโลกชะลอลง และติดตามความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรม และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
3.ภาคอสังหาริมทรัพย์
• เพื่อการอยู่อาศัย: ตลาดที่อยู่อาศัยฟื้นตัวต่อเนื่องตามแนวโน้มเศรษฐกิจ ด้านอุปสงค์ชะลอลงบ้างหลังสิ้นสุดการผ่อนคลาย LTV และยังมีความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นกับการฟื้นตัวของผู้ประกอบการ SMEs เพื่อการพาณิชย์:อัตราการเช่าของพื้นที่ค้าปลีกปรับดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราการเช่าของพื้นที่สำนักงานแม้จะยังอยู่ในระดับสูง แต่ปรับลดลงจากอุปทานที่สูงขึ้น
4.ภาคธนาคารพาณิชย์ และnon-bank
• ระบบ ธนาคารพาณิชย์ ยังสามารถสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ผลประกอบการกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อน COVID-19 โดยระดับเงินกองทุน เงินส ารองและสภาพ
คล่องยังเข้มแข็ง
• Non-bank ขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ยังมีฐานะอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ยังต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อที่เห็นสัญญาณที่ด้อยลง โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การก ากับ
(ที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน)
5.สหกรณ์ออมทรัพย์ (สอ.)
• สอ. โดยรวมยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับการด าเนินกิจการ อย่างไรก็ดี ต้องติดตาม สอ. บางแห่งที่อาจสะสมความเสี่ยงจากการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจได้รับ
ผลกระทบรุนแรงหากตลาดการเงินมีความผันผวนสูง
6.ตลาดการเงิน
• แม้ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนสูงจากปัญหาภาคธนาคารในต่างประเทศ แต่ตลาดการเงินไทยได้รับผลกระทบจ ากัดจากสถานการณ์ดังกล่าว และยังสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามพัฒนาการในตลาดการเงินโลกและผลกระทบต่อตลาดการเงินไทยอย่างใกล้ชิด
7.ด้านต่างประเทศ
• ด้านต่างประเทศยังเข้มแข็งจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงเพียงพอสำหรับการชำระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับดีขึ้นจากดุลบริการตามรายรับภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ
8.ภาค digital asset
• Digital asset มีความเสี่ยงและนัยของเสถียรภาพระบบการเงินไทยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากจำนวนบัญชี active account และปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยลดลงต่อเนื่อง แต่ยังต้องติดตามพฤติกรรมการลงทุนที่เกี่ยวข้องต่อเนื่อง เพราะตลาดมีความผันผวนสูง
ที่มา : ข่าวระบบการเงินไทยแข็งแกร่ง แต่หนี้ครัวเรือนของไทยยังสูง (ch7.com)