ภัยร้าย ‘การเงินยุคดิจิทัล’ ชาวบ้านกลุ้มใจยังไร้ทางแก้

ปัญหาแอพแบงก์ล่ม และเรื่องของการหลอกลวง ดูดเงินหายไปจากบัญชี เป็นเรื่องที่ต้องคอยติดตามดูว่า หน่วยงานกำกับดูแลทั้งหลายจะมีวิธีการและวิธีจัดการได้อย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้คนไทยต้องปวดหัวกับการเงินยุคดิจิทัล
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภัยการเงินได้สร้างความเดือดร้อนและทำให้คนไทยต้องกลุ้มใจ มิจฉาชีพมักเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปมากขึ้นเรื่อย ๆ … ต้องยอมรับว่าก็ยังมีคนไทยจำนวนมากยังหลงเชื่อ แม้ว่าหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องต่างได้ออกมาเตือน “อย่าหลงเชื่อการกระทำของมิจฉาชีพ” ที่อาจเข้าข่ายหลอกลวงทำให้สูญเสียทรัพย์แล้วก็ตาม โดยเฉพาะตลอดปีที่ผ่านมายิ่งเห็นการหลอกลวงมาในทุกรูปแบบมากขึ้น ซึ่งนอกจากคนไทยจะเจอกับภัยการเงินในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว ยังต้องเจอกับเรื่องราวของการเงินที่ทำให้ปวดหัวกันไปตาม ๆ กันด้วย
ภัยการเงิน
ถ้าใครยังจำกันได้ เรื่องเกิดมาตั้งแต่ปลายปี 64 กับเงินล่องหนหายไปจากบัญชีเงินฝาก 130 ล้านบาท ซึ่งในปี 65 ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่เกิดจากการถูกแฮก ถูกเจาะเข้าบัตรเครดิตของธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง หรือถูกสุ่มเลขหน้าบัตรเพื่อนำไปคีย์ใส่เพื่อชำระค่าสินค้าบนออนไลน์โดยไม่ต้องใส่รหัสยืนยันตัวตนใด ๆ แม้ระบบความปลอดภัยของสถาบันการเงินไทยได้พัฒนาเพื่อให้เกิดความรัดกุมมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่ามิจฉาชีพมักจะนำหน้าเราไปก้าวหนึ่งเสมอ
เห็นได้จากการเปลี่ยนรูปแบบโจรกรรมไปเรื่อย ๆ จากการแฮก สกิมมิ่ง ที่ตู้เอทีเอ็มดูดเงิน และยิ่งสมัยนี้ตลาดค้าขายออนไลน์กำลังเป็นที่นิยม เหล่ามิจฉาชีพก็ได้แฝงตัวอยู่ทั่วทุกแห่งหน โดนหลอกสูญเงินกันมาทั้งคนซื้อและแม่ค้าออนไลน์ อย่างเช่น แก๊งโจรใช้สลิปปลอมหลอกแม่ค้าออนไลน์ ว่าโอนเงินให้แล้ว แต่ความเป็นจริงมีการปลอมสลิปแบบแนบเนียนทั้งวัน เวลา ยอดเงินที่เรียกว่าแยกกันไม่ออก ทำได้ทางเดียวคือต้องเช็กยอดเงินว่าเข้าบัญชีแน่แล้วหรือไม่

หลอกดูดเงิน
หรือแม้กระทั่งการหลอกให้คลิกลิงก์ตามข้อความ “เอสเอ็มเอส” บนโทรศัพท์มือถือ ก็ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ โดยมิจฉาชีพได้เปลี่ยนคำข้อความและการกล่าวอ้างบริษัทหรือธนาคารที่มีความน่าเชื่อถือให้เหยื่อ หรือคนที่ไม่มีความรู้ด้านการเงิน หลอกให้หลงไปคลิก เพื่อล้วงข้อมูลต่าง ๆ และนำพาไปสู่หายนะทางการเงินที่ถือได้ว่ายังเป็นภัยร้ายที่ทำให้คนไทยหลายคนหงุดหงิดเมื่อได้รับข้อความ ซึ่งเกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน แต่หน่วยงานกำกับก็ยังไม่สามารถแก้ไขหรือป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ล่าสุดมีลูกค้าเสียหายหลายราย บางรายสูญเงินไปมากกว่าครึ่งแสน และถือเป็นบทเรียนราคาแพงของนักช้อปออนไลน์ เพราะเหยื่อที่โดนมักจะเลือกผูกวิธีชำระเงินผ่านธนาคาร บนแอพพลิเคชั่นชอปปิงออนไลน์ชื่อดัง ซึ่งแอพออนไลน์ได้ถูกมิจฉาชีพเจาะระบบล้วงข้อมูลดูดเงินคนใช้งานแอพนี้ออกไปอย่างง่ายดาย…มารู้ตัวอีกทีก็เกือบหมดบัญชีไปแล้ว!

วิธีปฏิบัติ
แม้ว่าในเรื่องนี้ทางสมาคมธนาคารไทย ได้ออกคำแนะนำให้ลูกค้า หากใครที่ผูกบัญชีไว้กับแอพชอปปิงออนไลน์ หรือแอพอื่น ๆ ที่มีการชำระเงินเกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดความเสี่ยงที่เงินจะถูกดูดได้ทุกเมื่อ ฉะนั้นจึงต้องมีวิธีปฏิบัติ 1. หากต้องการผูกบัญชีธนาคารเพื่อใช้ซื้อสินค้า ลูกค้าควรกำหนดวงเงินใช้งานเท่าที่จำเป็น โดยผูกกับบัญชีที่มีจำนวนเงินไม่สูงมาก หรือในวงเงินที่รับความเสี่ยงได้ 2. ยกเลิกการผูกบัญชีธนาคารกับร้านค้าออนไลน์ หากไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานแล้ว 3. ตั้งค่าแจ้งเตือน เพื่อรับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้ทันท่วงที 4. ไม่เปิดเผยรหัสผ่านหรือข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่น 5. ศึกษาทำความเข้าใจข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้งาน รวมถึงมาตรการความปลอดภัยของแพลตฟอร์มก่อนตกลงทำธุรกรรมใด ๆ
แต่หากกรณีที่ลูกค้าสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพเสียแล้ว ควรปฏิบัติตัวแบบนี้ให้เร็วที่สุด คือ 1. เปลี่ยนรหัสผ่านของระบบบัญชีออนไลน์นั้น 2. ติดต่อธนาคาร หรือผู้ให้บริการซื้อขายสินค้าออนไลน์ เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของบัญชีหรือธุรกรรมโดยเร็วที่สุด

แอพล่ม
นอกจากคนไทยจะต้องเจอมิจฉาชีพล้วงดูดเงินเสียเงินแล้ว ในระยะหลังคนไทยยังต้องปวดหัวกับการเงินยุคดิจิทัล แม้จะมีความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการจ่ายชำระเงินทั้งค่าสินค้าตามหน้าร้าน จ่ายบิล โอนเงินให้เพื่อน หรือแม้กระทั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ทางออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง ซึ่งแทบจะไม่ต้องออกนอกบ้านก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ เพียงแค่มีมือถือสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว
แต่สิ่งที่มาพร้อม ๆ กันคือปัญหาของระบบแอพพลิเคชั่น! ไม่ว่าจะแอพการเงินอื่นใด หรือโมบายแบงกิ้งของธนาคาร ที่เรียกกันว่าแอพล่ม ซึ่งทุกครั้งในช่วงเวลาที่เกิดปัญหามากที่สุดมักจะอยู่ที่สิ้นเดือน-ต้นเดือนของทุกเดือน เนื่องจากอะไรที่สะดวกมาก ๆ มักจะมีคนใช้งานจนล้นทำให้การจราจรติดขัด เปรียบเสมือนจราจรบนท้องถนนอย่างไรอย่างนั้น ทำให้บางคนได้หงุดหงิดกับการใช้โมบายแบงกิ้ง ที่ไม่สามารถจ่ายค่าอาหารได้ หรือบางคนเสียโอกาสบางอย่างแม้กระทั่งด้านค้าขายธุรกิจ

จับตาแนวกำกับ
แม้จะเกิดเหตุแอพล่มอยู่บ่อยครั้งแต่ธนาคารต่าง ๆ ก็ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะแก้ปัญหา เพื่อให้ระบบกลับมาใช้งานได้ จากที่เห็นพักหลัง ๆ ธนาคารได้แจ้งปรับปรุงระบบหลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้การใช้งานรองรับคนที่จะเข้ามาพร้อม ๆ กันให้ได้มากที่สุด นั่นก็เพราะผู้บริโภคมีสิทธิเลือกใช้งานกับธนาคารได้มากขึ้น และมีการแข่งขันกันมากขึ้น ถ้าหากใช้แอพแล้วติดขัดมาก เกิดความไม่สะดวก ก็สามารถเปลี่ยนแปลงยกเลิกได้ตลอดเวลา เรียกว่า ลูกค้ามีสิทธิเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งจนถึงปัจจุบันแอพแบงก์ก็ยังล่มอยู่ดี
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็คงไม่อาจอยู่เฉย ในปี 66 อาจได้เห็นการกำกับดูแลเรื่องแอพธนาคารล่มที่เข้มข้นขึ้น อาจมีการกำกับทั้งบทลงโทษ ระยะเวลาในการล่ม ขั้นตอนหากเกิดเหตุ การระงับยับยั้ง ปรับปรุงกู้ระบบให้กลับมาใช้งานได้รวดเร็วมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญคือ การบรรเทาเยียวยาคนใช้งานที่ได้รับความเดือดร้อนมีแนวทางอย่างไรบ้าง ก็หวังว่าบรรดาธนาคารที่เป็นปัญหาเจ้าประจำ ก็คงจะดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยในปี 66 นี้

ปัญหาแอพแบงก์ล่ม และเรื่องของการหลอกลวง ดูดเงินหายไปจากบัญชี เป็นเรื่องที่ต้องคอยติดตามดูว่า หน่วยงานกำกับดูแลทั้งหลายจะมีวิธีการและวิธีจัดการได้อย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้คนไทยต้องปวดหัวกับการเงินยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะทั้งแอพดูดเงิน เงินล่องหนจากบัญชี การหลอกลวงสารพัดรูปแบบ และที่ทำให้หงุดหงิดไม่น้อย คือแอพล่มใช้งานไม่ได้ เพราะถ้าหากยังไม่รีบแก้ไขทำอะไรให้ดีขึ้นในปี 66 แล้วล่ะก็…ดีไม่ดีคนไทยอาจต้องเสียเงินไปมากกว่านี้ก็เป็นได้
ที่มา : ภัยร้าย ‘การเงินยุคดิจิทัล’ ชาวบ้านกลุ้มใจยังไร้ทางแก้ | เดลินิวส์ (dailynews.co.th)