เมื่อมีเงินเหลือ จะเลือกอะไรดีระหว่าง"ออมเงิน-ลงทุน" ในยุคตลาดป่วน

ความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก รวมทั้งในไทย ทำให้ผู้มีเงินเหลือพอจะขยับขยายได้บ้าง ตัดสินใจได้ยากว่าจะเลือกออมเงินผ่านเงินฝาก หรือเอาเงินไปลงทุนดี

ในช่วงตลาดผันผวน ดูเหมือนว่าประเด็นอยู่ที่ว่าจะเลือกลงทุนหรือออมเงินในช่วงเวลาไหนดี ในช่วงที่ตลาดสินทรัพย์ร่วงลงอย่างหนัก จากแนวโน้มธนาคารทั่วโลกขึ้นดอกเบี้ย ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนบ่นว่า "คิดว่าลงทุนราคาดีแล้ว แต่ราคาสินทรัพย์ก็กลับร่วงไปลงอีก" ดังนั้น ประเด็นสำคัญในขณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องของ "เม็ดเงิน"ที่มีอยู่ใช้ในการลงทุน แต่เป็นเรื่องของ "ช่วงเวลา" ลงทุนตอนไหนดี

หากเรามีเงินสดเหลืออยู่บ้างในแต่ละเดือน และต้องตัดสินใจว่าจะเลือก "ฝากเงิน" หรือ "ลงทุน" ซื้อสินทรัพย์  อย่างหุ้น ทองคำ หรือ พันธบัตร ซึ่งคำตอบที่ได้อาจประหลาดใจบ้าง เพราะบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน (ยกเว้นบรรดากองทุน) แนะนำว่าหากคุณจะลงทุนเอง อย่า! ทุ่มเงินลงทุนไปทั้งหมดเท่าที่มี แม้ว่าราคาสินทรัพย์ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

เพราะทุกอย่างยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก คาดว่าจะข้ามไปยาวอย่างน้อยถึงกลางปีหน้า หากจะทยอยลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องมี "เงินเก็บ"ก้อนใหญ่ แต่ทยอยลงทุนเมื่อมีเงินเหลือ เพราะอย่างน้อยความผันผวนก็คงอีกนาน

บรรดานักลงทุนที่เชี่ยวชาญอยู่แล้วย่อมรู้ดีว่าสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ "อย่าโดดเข้า่ไปอยู่ในความเสี่ยง" หากไม่แน่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะการมีเงินฝากในบัญฯชี อย่างน้อยมันก็อุ่นใจบ้างว่ามูลค่าจะไม่หายไปมาก เมื่อราคาสินทรัพย์อื่นร่วงลง แม้ว่าจะได้ดอกเบี้ยเพียงน้อยนิด เมื่อหักเงินเฟ้อออก หรือดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจติดลบด้วยซ้ำไป ซึ่งการมีเงินฝากยังมีข้อดีว่าจะถอนเมื่อไหร่ก็ได้

แต่ข้อเสียของเงินฝากก็คือ หากอยู่นานไป ก็อาจจะไม่คุ้ม เพราะดอกเบี้ยน้อยมาก (แม้จะเป็นยุคดอกเบี้ยขาขึ้น) และหักเงินเฟ้อออกไปก็แทบจะไม่เหลือ 

ดังนั้น ทำยังไงดีกับภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ซึ่งถึงตรงนี้ก็ต้องยึดคติประจำใจว่าไม่ว่าทางเลือกไหนก็ "มีต้นทุน ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ" โดยอาจมีข้อคิดว่าจะเลือกทางไหนดีระหว่าง "การเก็บเงิน" กับ "การลงทุน"

เช็คบัญชี ว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนพอไหม และเงินได้แต่ละเดือน (ทั้งเงินเดือน ค่าจ้าง กำไร ฯลฯ) เพียงพอในแต่ละเดือนหรือไม่ เพราะบางเดือน เราก็ใช้เมาก บางเดือนก็ใช้น้อย ซึ่งหากรายได้ หรือ เงินในบัญชี "หมิ่น ๆ " เมื่อเทียบกับรายจ่าย ในช่วงเวลานี้แบบนี้ ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ การออมเงิน หรือ ฝากเงินในบัญชีธนาคาร

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตรวจสอบค่าใช้จ่ายตลอกเวลาว่ารายได้ที่หามาได้เพียงพอหรือไม่ โดยอาจตั้งเป็นตัวเลขกลม ๆ ก็ได้ว่าจำเป็นต้องมีเงินมากกว่ารายจ่ายอย่างน้อย 25% ในแต่ละเดือน 

เผื่อไว้ยามฉุกเฉินระยะสั้น นอกจากเงินฉุกเฉินรายเดือนแล้ว เงินฉุกเฉินระยะสั้น ๆ ก็ยังมีความจำเป็นอย่างมากในยุคเศรษฐกิจปั่นป่วน มีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น การฝากเงินในยามฉุกเฉินในระยะสั้นจึงจำเป็น ซึ่งบางคนอาจไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น โดยหวังว่าประเดี๋ยวราคาก็ฟื้นในช่วงเวลา 3-6 เดือน แต่อย่าประมาท สถานการณ์อาจไม่เป็นเช่นนั้น ราคาอาจดิ่งลงไปอีกก็เป็นได้

ทางเลือกสำหรับคนกลุ่มนี้ คือ การฝากเงิน แต่ขอให้เลือกฝากเงินในบัญชีที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก "ออมทรัพย์" เพราะอย่างน้อยก็ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมาบ้าง โดยดูว่าเลือกระยะฝากเงินตามเวลาที่คาดว่าจะใช้จ่ายเงิน โดยแยกจากบัญชีค่าใช้จ่ายประจำวัน และต้องตระหนักว่า "เงินที่เรายังไม่เห็น คือ เงินที่เรายังไม่จ่ายออกไป" 

สำหรับเงินที่จำเป็นต้องใช้จ่ายใน 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งระยะเวลานานกว่าที่กล่าวมาแล้ว การฝากเงินยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการลงทุน อย่างเช่น มีแผนซื้อบ้านในอีก 2 ปีข้างหน้า ซื้อรถยนต์ใหม่ หรือ เตรียมท่องเที่ยวต่างประเทศที่ต้องใช้จ่ายเป็น "พิเศษ" ซึ่งในแง่นี้ ก็อาจหาที่ทางฝากเงิน ทั้งแบบฝากประจำ หรือ ซื้อพันธบัตร ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินทั่วไป โดยเลือกแบบกำหนดระยะเวลาตามที่วางแผนไว้ ซึ่งจะทำให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า

สำหรับคนที่มีแผนจะใช้จ่ายเงินใน 10 ปีข้างหน้า ทางเลือกอาจขยับไปที่ "การลงทุน" หากมีรายรับมากกว่ารายจ่ายในแต่ละเดือน และมีเงินเก็บสำหรับรายจ่ายฉุกเฉิน 6 เดือน รวมถึงมีเงินเหลืออยู่บ้าง ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับกรณีนี้คือ การลงทุน

เมื่อเริ่มตั้งหลักลงทุน ก้าวแรกที่ควรทำคือ ประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับตัวเอง โดยดูว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน และประเมินช่วงอายุของตัวเอง ซึ่งขณะนี้มีคำแนะนำมากมายที่เป้น "มาตรฐานทั่วไป" อาทิ อายุน้อยให้ลงทุนหุ้น แต่อายุมากหน่อยให้มีสัดส่วนของพันธบัตรมากขึ้น และยิ่งอายุมาก ทางเลือกก็ไปที่พันธบัตรและเงินฝาก

หากรู้ว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน ก็จะสามารถเลือก "พอร์ตลงทุน" ได้อย่างเหมาะสม เช่น อาจจะเลือกลงทุนหุ้น 60% และพันธบัตร 40%   

สำหรับ คนที่วางแผนเพื่อ "เกษียณอายุ" (ไม่ว่าจะก่อนกำหนด หรือตามกำหนด) ดูเหมือนจะมีทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือ การลงทุน เพราะเชื่อกันว่ายังเหลือเวลาอีกนาน กว่าจะเกษียณอา่ยุ และมีเวลาอีกนานในการหาเงินเพื่อการออม  

แต่ในช่วงที่ตลาด "ปั่นป่วน" สั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้คนไปทั่วโลก ทั้งจากราคาพลังงานพุ่งขึ้น สงครามในยุโรป ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจและเงินเฟ้อพุ่งทะยานในรอบหลายสิบปี จะทำอย่างไร?

ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้ราคาสินทรัพย์หลายประเทศร่วงลงอย่างหนัก และอาจทำให้บางคนเห็นว่าเป็นช่วงจังหวัดการลงทุน หรือ อย่างน้อยก็ทยอยการลงทุน ซึ่งก็ขึ้นกับการประเมิน "ความเสี่ยง" และ "สภาพคล่อง" ของแต่ละคน

แต่ก็มีข้อคิดว่า "ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ค่อนข้างต่างจากอดีตที่เกิดจากปัญหาในระบบเศรษฐกิจ" แต่ครั้งนี้มาแบบ "ครบ ๆ" ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังนั้นอาจเป็นไปได้ การเลือก "เก็บเงินไว้ก่อน" อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า "การลงทุน" จนกว่าสถานการณ์จะนิ่ง ๆ 

ผู้ที่สนใจลงทุน อาจต้องท่องคาถาที่ว่า "ไม่มีอะไรสายไปสำหรับโลกการลงทุน" หากคนที่เลือกทางนี้ อาจต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าช่วงเวลาไหนมีความเหมาะสม เพราะคำแนะนำการลงทุนต่าง ๆ นั้นมักจะใช้ได้ดีในสถานการณ์ปกติ แต่ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเปลี่ยนไปในหลายด้าน อาจจะใช้ไม่ได้เสมอไป

ที่มา : เมื่อมีเงินเหลือ จะเลือกอะไรดีระหว่าง"ออมเงิน-ลงทุน" ในยุคตลาดป่วน : PPTVHD36

 

 

 

 

 

อ่านต่อ


Total View: 165
Post Date: วันที่ 25 ตุลาคม 2565


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้