เมื่อมีเงินเหลือ จะเลือกอะไรดีระหว่าง"ออมเงิน-ลงทุน" ในยุคตลาดป่วน
![]()
ความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก รวมทั้งในไทย ทำให้ผู้มีเงินเหลือพอจะขยับขยายได้บ้าง ตัดสินใจได้ยากว่าจะเลือกออมเงินผ่านเงินฝาก หรือเอาเงินไปลงทุนดี
ในช่วงตลาดผันผวน ดูเหมือนว่าประเด็นอยู่ที่ว่าจะเลือกลงทุนหรือออมเงินในช่วงเวลาไหนดี ในช่วงที่ตลาดสินทรัพย์ร่วงลงอย่างหนัก จากแนวโน้มธนาคารทั่วโลกขึ้นดอกเบี้ย ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนบ่นว่า "คิดว่าลงทุนราคาดีแล้ว แต่ราคาสินทรัพย์ก็กลับร่วงไปลงอีก" ดังนั้น ประเด็นสำคัญในขณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องของ "เม็ดเงิน"ที่มีอยู่ใช้ในการลงทุน แต่เป็นเรื่องของ "ช่วงเวลา" ลงทุนตอนไหนดี
![]()
หากเรามีเงินสดเหลืออยู่บ้างในแต่ละเดือน และต้องตัดสินใจว่าจะเลือก "ฝากเงิน" หรือ "ลงทุน" ซื้อสินทรัพย์ อย่างหุ้น ทองคำ หรือ พันธบัตร ซึ่งคำตอบที่ได้อาจประหลาดใจบ้าง เพราะบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน (ยกเว้นบรรดากองทุน) แนะนำว่าหากคุณจะลงทุนเอง อย่า! ทุ่มเงินลงทุนไปทั้งหมดเท่าที่มี แม้ว่าราคาสินทรัพย์ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
เพราะทุกอย่างยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก คาดว่าจะข้ามไปยาวอย่างน้อยถึงกลางปีหน้า หากจะทยอยลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องมี "เงินเก็บ"ก้อนใหญ่ แต่ทยอยลงทุนเมื่อมีเงินเหลือ เพราะอย่างน้อยความผันผวนก็คงอีกนาน
บรรดานักลงทุนที่เชี่ยวชาญอยู่แล้วย่อมรู้ดีว่าสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ "อย่าโดดเข้า่ไปอยู่ในความเสี่ยง" หากไม่แน่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะการมีเงินฝากในบัญฯชี อย่างน้อยมันก็อุ่นใจบ้างว่ามูลค่าจะไม่หายไปมาก เมื่อราคาสินทรัพย์อื่นร่วงลง แม้ว่าจะได้ดอกเบี้ยเพียงน้อยนิด เมื่อหักเงินเฟ้อออก หรือดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจติดลบด้วยซ้ำไป ซึ่งการมีเงินฝากยังมีข้อดีว่าจะถอนเมื่อไหร่ก็ได้
แต่ข้อเสียของเงินฝากก็คือ หากอยู่นานไป ก็อาจจะไม่คุ้ม เพราะดอกเบี้ยน้อยมาก (แม้จะเป็นยุคดอกเบี้ยขาขึ้น) และหักเงินเฟ้อออกไปก็แทบจะไม่เหลือ
ดังนั้น ทำยังไงดีกับภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ซึ่งถึงตรงนี้ก็ต้องยึดคติประจำใจว่าไม่ว่าทางเลือกไหนก็ "มีต้นทุน ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ" โดยอาจมีข้อคิดว่าจะเลือกทางไหนดีระหว่าง "การเก็บเงิน" กับ "การลงทุน"
เช็คบัญชี ว่าค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนพอไหม และเงินได้แต่ละเดือน (ทั้งเงินเดือน ค่าจ้าง กำไร ฯลฯ) เพียงพอในแต่ละเดือนหรือไม่ เพราะบางเดือน เราก็ใช้เมาก บางเดือนก็ใช้น้อย ซึ่งหากรายได้ หรือ เงินในบัญชี "หมิ่น ๆ " เมื่อเทียบกับรายจ่าย ในช่วงเวลานี้แบบนี้ ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ การออมเงิน หรือ ฝากเงินในบัญชีธนาคาร
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตรวจสอบค่าใช้จ่ายตลอกเวลาว่ารายได้ที่หามาได้เพียงพอหรือไม่ โดยอาจตั้งเป็นตัวเลขกลม ๆ ก็ได้ว่าจำเป็นต้องมีเงินมากกว่ารายจ่ายอย่างน้อย 25% ในแต่ละเดือน
เผื่อไว้ยามฉุกเฉินระยะสั้น นอกจากเงินฉุกเฉินรายเดือนแล้ว เงินฉุกเฉินระยะสั้น ๆ ก็ยังมีความจำเป็นอย่างมากในยุคเศรษฐกิจปั่นป่วน มีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น การฝากเงินในยามฉุกเฉินในระยะสั้นจึงจำเป็น ซึ่งบางคนอาจไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น โดยหวังว่าประเดี๋ยวราคาก็ฟื้นในช่วงเวลา 3-6 เดือน แต่อย่าประมาท สถานการณ์อาจไม่เป็นเช่นนั้น ราคาอาจดิ่งลงไปอีกก็เป็นได้
ทางเลือกสำหรับคนกลุ่มนี้ คือ การฝากเงิน แต่ขอให้เลือกฝากเงินในบัญชีที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก "ออมทรัพย์" เพราะอย่างน้อยก็ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมาบ้าง โดยดูว่าเลือกระยะฝากเงินตามเวลาที่คาดว่าจะใช้จ่ายเงิน โดยแยกจากบัญชีค่าใช้จ่ายประจำวัน และต้องตระหนักว่า "เงินที่เรายังไม่เห็น คือ เงินที่เรายังไม่จ่ายออกไป"
สำหรับเงินที่จำเป็นต้องใช้จ่ายใน 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งระยะเวลานานกว่าที่กล่าวมาแล้ว การฝากเงินยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการลงทุน อย่างเช่น มีแผนซื้อบ้านในอีก 2 ปีข้างหน้า ซื้อรถยนต์ใหม่ หรือ เตรียมท่องเที่ยวต่างประเทศที่ต้องใช้จ่ายเป็น "พิเศษ" ซึ่งในแง่นี้ ก็อาจหาที่ทางฝากเงิน ทั้งแบบฝากประจำ หรือ ซื้อพันธบัตร ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินทั่วไป โดยเลือกแบบกำหนดระยะเวลาตามที่วางแผนไว้ ซึ่งจะทำให้ได้ผลตอบแทนมากกว่า
สำหรับคนที่มีแผนจะใช้จ่ายเงินใน 10 ปีข้างหน้า ทางเลือกอาจขยับไปที่ "การลงทุน" หากมีรายรับมากกว่ารายจ่ายในแต่ละเดือน และมีเงินเก็บสำหรับรายจ่ายฉุกเฉิน 6 เดือน รวมถึงมีเงินเหลืออยู่บ้าง ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับกรณีนี้คือ การลงทุน
เมื่อเริ่มตั้งหลักลงทุน ก้าวแรกที่ควรทำคือ ประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับตัวเอง โดยดูว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน และประเมินช่วงอายุของตัวเอง ซึ่งขณะนี้มีคำแนะนำมากมายที่เป้น "มาตรฐานทั่วไป" อาทิ อายุน้อยให้ลงทุนหุ้น แต่อายุมากหน่อยให้มีสัดส่วนของพันธบัตรมากขึ้น และยิ่งอายุมาก ทางเลือกก็ไปที่พันธบัตรและเงินฝาก
หากรู้ว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน ก็จะสามารถเลือก "พอร์ตลงทุน" ได้อย่างเหมาะสม เช่น อาจจะเลือกลงทุนหุ้น 60% และพันธบัตร 40%
สำหรับ คนที่วางแผนเพื่อ "เกษียณอายุ" (ไม่ว่าจะก่อนกำหนด หรือตามกำหนด) ดูเหมือนจะมีทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือ การลงทุน เพราะเชื่อกันว่ายังเหลือเวลาอีกนาน กว่าจะเกษียณอา่ยุ และมีเวลาอีกนานในการหาเงินเพื่อการออม
แต่ในช่วงที่ตลาด "ปั่นป่วน" สั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้คนไปทั่วโลก ทั้งจากราคาพลังงานพุ่งขึ้น สงครามในยุโรป ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจและเงินเฟ้อพุ่งทะยานในรอบหลายสิบปี จะทำอย่างไร?
ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้ราคาสินทรัพย์หลายประเทศร่วงลงอย่างหนัก และอาจทำให้บางคนเห็นว่าเป็นช่วงจังหวัดการลงทุน หรือ อย่างน้อยก็ทยอยการลงทุน ซึ่งก็ขึ้นกับการประเมิน "ความเสี่ยง" และ "สภาพคล่อง" ของแต่ละคน
แต่ก็มีข้อคิดว่า "ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ค่อนข้างต่างจากอดีตที่เกิดจากปัญหาในระบบเศรษฐกิจ" แต่ครั้งนี้มาแบบ "ครบ ๆ" ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังนั้นอาจเป็นไปได้ การเลือก "เก็บเงินไว้ก่อน" อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า "การลงทุน" จนกว่าสถานการณ์จะนิ่ง ๆ
ผู้ที่สนใจลงทุน อาจต้องท่องคาถาที่ว่า "ไม่มีอะไรสายไปสำหรับโลกการลงทุน" หากคนที่เลือกทางนี้ อาจต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าช่วงเวลาไหนมีความเหมาะสม เพราะคำแนะนำการลงทุนต่าง ๆ นั้นมักจะใช้ได้ดีในสถานการณ์ปกติ แต่ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเปลี่ยนไปในหลายด้าน อาจจะใช้ไม่ได้เสมอไป
ที่มา : เมื่อมีเงินเหลือ จะเลือกอะไรดีระหว่าง"ออมเงิน-ลงทุน" ในยุคตลาดป่วน : PPTVHD36