เศรษฐกิจปี 65 เฝ้าระวังความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลกและหนี้ครัวเรือน
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 65 สภาพัฒน์หั่นเป้าการเติบโตเหลือ 2.5-3.5% ยังต้องเฝ้าระวังความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลกและหนี้ครัวเรือน
แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2565 เศรษฐกิจไทยปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.5-3.5% โดยยังต้องติดตามการเฝ้าระวังและการเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเงินโลก โดยมีค่ากลางที่ 3% ลดลงจากครั้งก่อนที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.5-4.5%
เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมทั้งราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมาที่ส่งผลถึงไปอัตราเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่สมมติฐานทางเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ปรับลดลงด้วยเช่นกัน โดยการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ปรับลดลงเหลือ 3.5% จากเดิม 4.5% ซึ่งจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน พร้อมกับคาดการณ์ว่า
- ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 95-105 ดอลลาร์/บาร์เรล
- อัตราแลกเปลี่ยนทั้งปี อยู่ที่ระดับ 33.30-34.30 บาท/ดอลลาร์ จากเดิม 32.20-33.20 บาท/ดอลลาร์
- มูลค่าการส่งออก ขยายตัวได้ 7.3%
- มูลค่าการนำเข้า ขยายตัว 10.9%
- เกินดุลการค้า 34.6 พันล้านดอลลาร์ ดุลบัญชีเดินสะพัด -1.5% ต่อจีดีพี
- อัตราเงินเฟ้อ อยู่ที่ 4.2-5.2%
ขณะที่ความเสี่ยงที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ (2565) คือ
ปัจจัยหลัก มาจาก ความยืดเยื้อของสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ที่เป็นปัจจัยฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป
ตลอดจนความผันผวนในตลาดการเงินโลกและการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนระหว่างประเทศท่ามกลาง การปรับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
ต่อมาคือ แนวโน้มการชะลอตัวเศรษฐกิจจีน จากนโยบาย Zero Covid ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวของเศรษฐกิจจีนและต่อเนื่องมาถึงไทย เพราะจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย รวมถึงกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในระดับโลกด้วย รวมถึงและระบบโลจิสติกส์
สำหรับปัจจัยที่เป็นความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยจากภายในประเทศ คือ ภาระหนี้สินภาคเอกชนที่อยู่ในระดับสูงจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ ภายในประเทศและความสามารถในการชำระหนี้ภายใต้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในระยะต่อไป ประกอบกับตลาดแรงงานยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยอมรับว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องที่สะสมมาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เผชิญโควิด-19 ซึ่งไม่สามารถแก้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งไทยดำเนินมาตรการปรับโครงสร้าง ช่วยเหลือภาคเอกชนตามมาตรการที่มีอยู่และเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
การแก้ปัญหาหนี้ภาครัวเรือน ยอมรับว่า ต้องแก้ไขเฉพาะคน เฉพาะครัวเรือน เฉพาะผู้ประกอบการ คงไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาในลักษณะคลอบคลุมได้ทุกราย เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิด Moral Hazard หรือการสร้างแรงจูงใจที่ไม่เหมาะสมขึ้นได้ ซึ่งการแก้ไขในปัจจุบันมีความก้าวหน้ามากขึ้น จากเดิมที่มีปัญหาราวๆ 6 ล้านบัญชี ตัวเลขลดลงเรื่อยๆ ซึ่งต้องเน้นไปที่การยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไปเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ลูกหนี้ สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีตอนนี้คาดว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่ถ้าดูในแง่มูลค่าหนี้ยังขยายตัวไม่มาก
ส่วนเรื่อง การระบาดโควิด-19 น้ำหนักลดลงจากการกระจายวัคซีนที่ทั่วถึงของไทยและทั่วโลกแต่ยังมีความไม่แน่นอนความไม่แน่นอนจากแนวโน้มการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส
อย่างไรก็ตาม นายดนุชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยสนับสนุนในปี 2565 ที่สำคัญ คือ
- การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว จากผลของการผ่อนปรนมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยการยกเลิกมาตรการ Test&Go ที่อนุญาตให้กลุ่มชาวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบแล้ว ไม่ต้องกักตัวนับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.65 รวมทั้งการเปิดด่านชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน
- การขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้า จากผลการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก ตามการขยายตัวของกลุ่มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหลัก เนื่องจากความคืบหน้าของการกระจายวัคซีน และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดอย่างต่อเนื่อง
ที่มา : เศรษฐกิจปี 65 เฝ้าระวังความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลกและหนี้ครัวเรือน : PPTVHD36