4 วิธี ‘ลงทุนทองคำ’ ฉบับนักลงทุนมือใหม่ ต้องเข้าใจ และลงทุนให้ถูกทาง

  • ทองคำ คือ สินทรัพย์ปลอดภัย มูลค่าไม่ลดหรือลดลงน้อยในยามวิกฤติ นั่นหมายความว่า ทองคำ มีความผันผวนต่ำ เมื่อซื้อแล้วมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนน้อย
  • ในไทยราคาทองคำปรับขึ้นมาทะลุบาทละ 30,000 บาทไปแล้ว จากต้นปีจนถึงตอนนี้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นแล้วประมาณบาทละ 2,550 บาท
  • โอกาสของการลงทุนทองยังมี ไทยรัฐพลัสชวนผู้อ่านรู้จัก 4 วิธีการลงทุนทองคำฉบับมือใหม่ที่อยากเริ่มต้นลงทุนทองไปพร้อมๆ กัน แต่ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแค่ไหน ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

เมื่อโลกเกิดความผันผวนมากเท่าไร เกิดวิกฤติแค่ไหน หนึ่งสิ่งที่ขึ้นสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ สวนทางกับตลาดทุนอย่างหุ้น นั่นคือ ‘ทองคำ’ เพราะทองคำ คือ สินทรัพย์ปลอดภัย มูลค่าไม่ลดหรือลดลงน้อยในยามวิกฤติ นั่นหมายความว่า ทองคำ มีความผันผวนต่ำ เมื่อซื้อแล้วมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนน้อยนั่นเอง

สถานการณ์ความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครน ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้สามารถอธิบายได้เป็นอย่างดี จากความตึงเครียด การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศหยุดชะงัก แต่ทองคำกลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับในไทยที่ราคาทองคำปรับขึ้นมาทะลุบาทละ 30,000 บาทแล้ว จากต้นปีจนถึงตอนนี้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นแล้วประมาณบาทละ 2,550 บาท 

เราจึงเห็นผู้คนเลือกซื้อทองคำรูปพรรณหรือทองคำแท่งมาเก็บไว้เพื่อเก็งกําไรในอนาคต ซึ่งนับเป็นวิธีลงทุนที่ได้รับความนิยมมานาน และยังได้รับความนิยมอยู่ 

ถึงแม้ทองคำจะมีความเสี่ยงน้อย เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากแค่ไหน แต่ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน ไทยรัฐพลัสชวนผู้อ่าน 4 วิธีการลงทุนทองคำฉบับมือใหม่ที่อยากเริ่มต้นลงทุนทองไปพร้อมๆ กัน

 

ร้านตู้แดง วิธีซื้อขายสุดคลาสสิก

ภาพบรรยากาศย่านค้าทองอย่างเยาวราชที่มีลุง ป้า น้า อา อากง อาม่า มายืนรอต่อคิวหน้าร้านทั้งยามราคาทองขึ้น และราคาทองลง เพื่อที่จะซื้อทองเก็บไว้เก็งกำไร หรือเอาทองที่ซื้อมานานแล้วในอดีตออกมาขาย นับเป็นวิธีสุดคลาสสิกของการลงทุนทองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยการเดินทางไปซื้อขายทองด้วยตัวเองกับร้านค้าทองคำที่ตั้งเรียงรายอยู่ที่เราเรียกกันว่า ‘ร้านตู้แดง’ ใครถูกใจหรือมั่นใจร้านค้าทองคำเจ้าไหนก็เลือกไปซื้อขายกับเจ้านั้นตามสะดวก

วิธีสุดคลาสสิกนับเป็นวิธีการลงทุนที่ง่ายที่สุด มีข้อดีคือ สามารถจับต้อง เลือกซื้อ และควบคุมได้เองคือ เช็กราคาทองคำ แจ้งน้ำหนักทองคำที่ต้องการซื้อ ชำระเงิน แล้วรับทองคำมาเก็บไว้ ได้เห็นทองคำที่เป็นสินทรัพย์จริงๆ 

แต่ข้อเสียคือ ความปลอดภัยในการเก็บรักษาที่ต้องคอยระมัดระวังถูกปล้น หรือถูกขโมย ไปจนถึงทำหล่นหายเอง ทั้งตอนเดินทางไปซื้อ ตอนเก็บรักษา และตอนนำออกมาขาย รวมถึงจะเสียค่ากำเหน็จสำหรับทองรูปพรรณ และค่าบล็อกสำหรับทองคำแท่งในวันที่ซื้อ และเมื่อนำทองมาขายคืนให้ร้านทอง ก็จะเสียค่ากำเหน็จหรือค่าบล็อกอีกครั้ง

และอีกข้อจำกัดคือ การซื้อและขายทองคำควรซื้อขายที่ร้านเดียวกัน เพราะหากนำมาขายต่างร้านอาจถูกหักค่าตรายี่ห้อเพิ่มอีกด้วย

ทั้งนี้มีคำแนะนำว่า ต้องดูราคาทองในตลาดและคาดคะเนความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยปกติแล้วเมื่อราคาทองคำสูงขึ้น 2-5% คนมักจะเทขาย ซึ่งการเทขายก็ควรมีทองคำในครอบครองประมาณ 10-20 บาทเป็นอย่างน้อยถึงจะคุ้มค่า

ออมทอง มีเงินน้อยก็ค่อยๆ ผ่อนได้

การออมทอง คือ การซื้อสะสมทองเก็บไว้ทีละน้อยกับร้านค้าทอง เมื่อออมสะสมน้ำหนักทองได้ถึงที่กำหนด ผู้ออมสามารถรับทองออกมา หรือถอนเงินตามมูลค่าทองออกมาได้ จากในอดีตเราจะเห็นผู้คนเลือกออมทองมีกระดาษจดบันทึกการออมในแต่ละครั้ง แต่ในยุคนี้ร้านค้าทองคำพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยเพิ่มช่องทางการออมทองคำผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

เรามองว่า การออมทองนับเป็นทางเลือกที่ดีและความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนทองวิธีอื่น ข้อดีคือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในการออมเงิน และฝึกวินัยการออมไปในตัว เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนมาซื้อทอง สามารถซื้อทองคำในจำนวนเงินน้อยๆ เพียงหลักร้อย หลักพันตามความสะดวก แล้วทยอยซื้อทองคำสะสมไปเรื่อยๆ เพื่อรับผลตอบแทนจากราคาทองในอนาคต หรือหากไม่อยากออมทองแล้วก็สามารถถอนเป็นเงินสด หรือถอนออกมาเป็นทองคำตามจำนวนที่เราสะสมไว้ได้

ข้อเสียคือ การออมทองไม่มีดอกเบี้ยหรือปันผลเหมือนเงินฝาก กำไรที่จะได้คือการลงทุนระยะยาวและขายทองออกไปเมื่อราคาทองสูงกว่าที่ซื้อไว้ นั่นเท่ากับว่าเราก็อาจจะขาดทุนได้หากจำเป็นต้องใช้เงินยามฉุกเฉิน และเลือกขายทองตอนทองราคาถูกกว่าที่ออมซื้อไว้นั่นเอง

รวมถึงข้อเสี่ยงคือ มิจฉาชีพใช้วิธีหลอกล่อให้มาลงทุนทองและได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า เพราะฉะนั้นการเลือกออมทองควรทำกับที่ร้านทอง หรือบริษัทได้รับมาตรฐานเท่านั้น

 

กองทุนรวมทองคำ ลงทุนง่ายแต่เสี่ยงเรื่องค่าเงิน

แม้วิธีการเดินทางไปซื้อทองคำกับร้านตู้แดงจะเป็นวิธีที่คลาสสิก แต่ในปัจจุบันมีรูปแบบการลงทุนในทองคำรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับยุคสมัย สะดวกมากกว่า แอดวานซ์ขึ้นมาหน่อยนักลงทุนมือใหม่ นักลงทุนรายย่อยเลือกลงทุนคือ การลงทุนกองทุนรวมทองคำ (gold fund) 

การลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในทองคำ การเคลื่อนไหวของมูลค่าหน่วยลงทุนจะเป็นไปตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวมจึงไม่ได้ขึ้นลงตามราคาทองคำในประเทศ แต่จะอิงกับราคาทองคำโลก

พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ กองทุนรวมจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนนำเงินไปลงทุนทองคำแทนเรา โดยจะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการและการถือครอง แม้จะดูง่าย และไม่ต้องใช้ความชำนาญมาก เพราะมีเจ้าหน้าที่กองทุนบริหารให้ แต่สิ่งที่เราต้องพิจารณาก่อนการลงทุนคือ ต้องศึกษาว่ากองทุนรวมทองคำที่เราเลือกจะลงทุนนั้นนำเงินเราไปลงทุนในทองคำอย่างไร มีความเสี่ยงที่เรารับได้แค่ไหน และได้ผลกำไรตอบแทนอย่างไร

ข้อดีของการลงทุนกองทุนรวมทองคำ คือใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก ส่วนใหญ่กำหนดเงินลงทุนไว้ต่ำกว่า 10,000 บาท และสามารถทำการซื้อขายได้สะดวกโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปร้านทอง และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างมูลค่าหน่วยลงทุนเมื่อสั่งขาย หรือได้รับเงินปันผลจากกองทุน หรือต้องการขายทำกำไร หรือทยอยสะสมซื้อ ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องซื้อหรือขายทองคำแท่งทั้งก้อน

หากสนใจเฉพาะผลตอบแทนจากราคาทองคำเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้เต็มจำนวน (Fully hedged) แต่สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้นมาหน่อย และมองหาโอกาสทำกำไรเพิ่มเติมจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้เลย (Unhedge) แต่ต้องระวังไว้ว่าถ้าเลือกทางนี้มีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ เพราะว่ากองทุนรวมทองคำของไทยส่วนมากจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมของต่างประเทศ

ข้อเสียของการลงทุนในกองทุนรวมทองคำ คือ จะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว และไม่มีเวลาติดตามราคาทองคำมากนัก

 

Gold Futures ซื้อก่อน ขายก่อน ต้องเข้าใจ

สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า หรือ Gold Futures นับเป็นการลงทุนทองคำที่เป็นทางเลือกที่ให้กำไรดี แต่มีความเสี่ยงมากกว่า และต้องอาศัยความเข้าใจในการลงทุนมากกว่าวิธีการลงทุนทองแบบอื่นๆ

สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการทำกำไรและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน เป็นเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถใช้ทำกำไรได้ตามความคาดการณ์ที่มีต่อราคาทองคำได้ทั้งในภาวะราคาทองขาขึ้น และราคาทองขาลง มีคุณลักษณะเด่นที่สามารถซื้อก่อนขาย (long) หรือขายก่อนซื้อก็ได้ (short) และใช้เงินลงทุนน้อย 

ความต่างของการลงทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าคือ นักลงทุนไม่ต้องจ่ายเงินทั้งจำนวน เพียงแค่วางเงินหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 ใน 10 ของมูลค่าสัญญาทั้งจำนวนไว้กับโบรกเกอร์อนุพันธ์ เพื่อเป็นเงินมัดจำ ก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยกตัวอย่างอธิบายให้เข้าใจง่ายมากขึ้นคือ หากประเมินว่าราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% จึงทำการซื้อทองคำแท่งน้ำหนัก 10 บาท เพื่อเก็งกำไรที่ราคาบาทละ 20,000 บาท ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนราว 200,000 บาท 

แต่ถ้าลงทุนใน Gold Futures จะใช้เงินลงทุนเพียงแค่ประมาณ 20,000 บาท เพื่อวางเงินเป็นหลักประกันขั้นต้น (สามารถตรวจสอบจำนวนเงินเพื่อวางเป็นหลักประกันขั้นต้นกับโบรกเกอร์แต่ละแห่งได้) สมมติว่าราคาทองคำปรับขึ้นจริง นักลงทุนที่ซื้อ Gold Futures ก็มีโอกาสได้อัตราผลกำไรสูงกว่าการซื้อทองคำ

แต่ข้อกังวลและต้องทำความเข้าใจก่อนการลงทุนคือ แม้จะลงทุนน้อย และได้กำไรค่อนข้างมากก็จริง แต่เวลาขาดทุนก็ขาดทุนมากเช่นกัน ทั้งนี้ในตลาดอนุพันธ์ หรือ TFEX จะมีกลไกการป้องกันหรือควบคุมความเสี่ยงให้กับนักลงทุน หากลงทุนถูกทาง เงินในพอร์ตลงทุนจะเพิ่มขึ้นตามระดับกำไรโดยอัตโนมัติ แต่หากลงทุนผิดทาง (ทำให้ขาดทุน) เงินในพอร์ตลงทุนก็จะปรับลดลงหรือลดทอนวงเงินในบัญชีลงไปโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกัน

ไม่ว่าจะเลือกลงทุนทองคำแบบไหน หรือลงทุนในสินทรัพย์ใด สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เงินลงทุนที่นำมาใช้นั้น ควรเป็นเงินเย็น และควรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายรูปแบบเพื่อกระจายความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และควรศึกษาให้ดีก่อนการลงทุนในทุกครั้ง

 

อ้างอิง :  ราคาทองคำsetinvestnowylgfutureskrungsrismarttoinvestscbset

ที่มา : 4 วิธี ‘ลงทุนทองคำ’ ฉบับนักลงทุนมือใหม่ ต้องเข้าใจ และลงทุนให้ถูกทาง (thairath.co.th)

 

 

 

 

 

อ่านต่อ


Total View: 800
Post Date: วันที่ 23 มีนาคม 2565


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้