Web 3.0 คืออะไร ทำไมคนที่สนใจ Crypto - NFT - Metaverse ต้องรู้?
พัฒนาการของเว็บที่เราใช้กันอยู่นั้น กำลังพัฒนาไปสู่ Web 3.0 แต่มันจะทำอะไรได้บ้าง ทำไมคนพูดถึงมากขึ้น โดยเหตุผลหนึ่งที่เราต้องรู้ก็เพราะมันเกี่ยวกับการลงทุน เกี่ยวกับเงินในกระเป๋าของพวกเราทุกคน
คุยเรื่องเว็บ วิวัฒนาการของเว็บมาก็เยอะ แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า Web 3.0 ทำงานยังไง บทความนี้จะทำให้คุณเข้าใจและเห็นความเปลี่ยนแปลงว่า มันใกล้ตัวเรากว่าที่คิด และยังใกล้ชิดกับ Crypto - NFT - Metaverse มากกว่าที่คุณเคยรู้

อย่างแรก วิวัฒนาการของเว็บ แบ่งกว้างๆ เป็น 3 ยุค และคาดการณ์ว่า อีกไม่นานก็จะได้ใช้ Web 3.0
- ยุคแรก Web 1.0 (1990 - 2005) เน้นการสร้างเว็บเพื่อให้ข้อมูล จึงเป็นการสื่อสารทางเดียว เช่น เว็บเอ็นไซโคพีเดีย Britannica ของอังกฤษ
- ยุคที่สอง Web 2.0 (2006 - ปัจจุบัน) วิวัฒนาการของเว็บที่ไปไกลกว่าการให้ข้อมูล แต่สามารถสื่อสาร โต้ตอบ หรือมีอินเตอร์แอ็กทีฟได้ เช่น แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Twitter
- ยุคที่สาม Web 3.0 อนาคตของเว็บไซต์ที่จะไม่มีใครควบคุมการกระจายข้อมูลได้ เนื่องจากมีเทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่เบื้องหลัง แม้แต่แพลตฟอร์มโซเชียล, พื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) ก็จะไม่มีใครควบคุมได้ เช่น Axie Infinity เกมที่สามารถเล่นเพื่อแลกเงินได้ (Play-to-earn) Hive ที่เก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Storage)
สำหรับวิวัฒนาการที่สำคัญของ Web 1.0 > Web 2.0 > Web 3.0 มีหลายด้าน โดย SPRiNG หยิบมาเน้น 5 ด้าน ดังนี้

- 1) การรับ/ส่งคอนเทนต์
ยุคแรก เว็บสร้างขึ้นมาเพื่อให้อ่านได้อย่างเดียว (read-only) ยุคนี้เราสามารถอ่านและตอบโต้ได้ (interactive) ส่วนยุคต่อไป จะไม่มีใครสามารถควบคุม (decentralization) หรือจำกัดการเข้าถึงได้
- 2) การใช้งานเว็บ
ยุคแรกเป็นเว็บให้ข้อมูลแบบมีแพทเทิร์น (Web Forms) ต่อมาพัฒนาเป็นเว็บแอปพลิเคชัน (Web Apps) ที่เราสามารถดาวน์โหลดผ่านแอปได้ และยุคต่อไปคือ การพัฒนาเป็นสมาร์ทแอป (Smart Apps) หรือแอปที่เก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (dApps : Decentralizd Apps)
- 3) มุมมองสามมิติ (3D Graphics)
มีเฉพาะใน Web 3.0 โดยจะผนวกกับเทคโนโลยี VR เพื่อทำให้โลกจริงกับโลกเสมือน ร้อยเข้าด้วยกันและใช้งานได้อย่างกลมกลืน
- 4) ผู้ที่สร้างคอนเทนต์ได้
ยุคแรกคือ เจ้าของเว็บสร้างเอง ปัจจุบันเจ้าของและผู้ใช้งานสามารถสร้างเว็บเองได้ ส่วนยุคต่อไป ทุกคนจะสามารถสร้างเว็บได้เอง
- 5) ที่มาของรายได้
ยุคแรก รายได้จากเว็บมาจากการขายพื้นที่โฆษณา เช่น แบนเนอร์ ต่อมา เจ้าของเว็บนำข้อมูลหรือ Data ของผู้ใช้ไปใช้ประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่วนยุคต่อไป ผู้ใช้จะต้องให้ความยินยอมก่อน (consencus) เจ้าของเว็บจึงจะนำข้อมูลไปใช้ได้

อย่างที่สอง ความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ Web 1.0 > Web 2.0 > Web 3.0
Web 3.0 รองรับการทำงานที่ซับซ้อนได้ โดยจะมีระบบ AI ประมวลผล Data แบบอินเตอร์แอ็กทีฟ จึงตอบโต้ได้ทั้งเครื่องจักรและมนุษย์ และเมื่อไม่มีใครควบคุมการใช้ข้อมูลได้ เว็บก็จะไม่ถูกจำกัดการใช้งานหรือถูกควบคุม (Monopoly) ไม่ว่าจะโดยบุคคลหรือองค์กร
Web 3.0 ยังถือเป็นเว็บสายพันธุ์ใหม่ที่ทำงานแบบอัจฉริยะ ยิ่งมีการใช้เงินดิจิทัลบนเทคโนโลยีบล็อกเชน จะยิ่งส่งเสริมให้ตลาด Cryptocurrency ตลาด NFT รวมถึงโลกเสมือนอย่าง Metaverse ได้รับความสนใจและจะขยายตัวอีกมาก
และนี่คือ 9 ข้อที่เว็บเปลี่ยนไปและผู้ใช้งานอาจไม่ทันสังเกต

(1) การสื่อสาร
- Web 1.0 - กระจายแบบบรอดแคสต์
- Web 2.0 - แบบอินเตอร์แอ็กทีฟ
- Web 3.0 - แบบมีส่วนร่วม/ผ่านการลงทุน
(2) การให้ข้อมูล
- Web 1.0 - บอกสถิติ/อ่านอย่างเดียว
- Web 2.0 - ไดนามิก (แบบมีพลวัต)
- Web 3.0 - ย้ายที่เก็บได้และมีความเป็นส่วนตัว
(3) กลุ่มเป้าหมายที่โฟกัส
- Web 1.0 - องค์กร
- Web 2.0 - คอมมูนิตี
- Web 3.0 - ระดับบุคคล
(4) แนวการเสิร์ช
- Web 1.0 - ตามลำดับนามานุกรม
- Web 2.0 - คีย์เวิร์ด, แฮชแท็ก
- Web 3.0 - บริบท, ความเกี่ยวเนื่อง
(5) ตัวชี้วัด
- Web 1.0 - ยอดวิว
- Web 2.0 - ต้นทุนต่อคลิก (CPC)
- Web 3.0 - การมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน
(6) รูปแบบโฆษณา
- Web 1.0 - แบนเนอร์
- Web 2.0 - อินเตอร์แอ็กทีฟ
- Web 3.0 - ตามพฤติกรรมของผู้ใช้
(7) แหล่งรวมฐานข้อมูล
- Web 1.0 - Britannica Online (เว็บที่ให้ข้อมูล อ่านได้อย่างเดียว)
- Web 2.0 - Wikipedia (เว็บให้ข้อมูล สามารถแก้ไขและเพิ่มลดเนื้อหาได้)
- Web 3.0 - The Semantic Web (เว็บให้ข้อมูลที่เรียนรู้และเข้าใจความหมายของคำ ค้นหาได้ง่าย ทั้ง AI และมนุษย์สามารถแชร์ได้ วิเคราะห์ได้)
(8) การใช้งานเว็บ
- Web 1.0 - Web Forms
- Web 2.0 - Web Applications
- Web 3.0 - Smart Applications
(9) เทคโนโลยีพื้นฐาน
- Web 1.0 - HTML/FTP
- Web 2.0 - Flash/Java/XML
- Web 3.0 - RDF/RDFS/OWL

อย่างที่สาม ประโยชน์ 8 ข้อ และผลกระทบต่อ Crypto - NFT - Metaverse จากการใช้ Web 3.0
ประโยชน์ 8 ข้อจากการใช้ Web 3.0
- เว็บมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น (More Privacy)
- เว็บมีความปลอดภัยมากขึ้น (More Security)
- ไร้ตัวกลาง/กระจายอำนาจจากศูนย์กลาง (Decentralization)
- ใช้บล็อกเชนกับเว็บได้เลย (Permissionless Blockchains)
- เว็บไม่ค้างหรือหยุดชะงัก (No Interruptions)
- ผู้ใช้เว็บเป็นเจ้าของข้อมูลตัวเอง (Data Ownership)
- เว็บทำงานร่วมกับระบบหรือส่วนประกอบอื่นๆ ได้ (Interoperability)
- สามารถใช้งานเว็บได้อย่างหลากหลาย (Ubiquity)
ผลกระทบสำคัญต่ออนาคตของ Crypto - NFT - Metaverse
- อินเทอร์เน็ตในยุคต่อไปจะเป็นอินเทอร์เน็ตแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Internet) ผู้ใช้งานจะสามารถทำงานร่วมกันบนเว็บได้อย่างเรียลไทม์ โต้ตอบกันได้ทันที และความฉลาดของระบบจะทำให้เราเข้าใกล้โลกเสมือนยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
- ในด้านความปลอดภัยของข้อมูล Web 3.0 ให้ความสำคัญเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในระดับสูง เราจะมีสิทธิ์เลือกว่า ข้อมูลใดจะเก็บเป็นข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลใดที่ยอมให้เผยแพร่หรือนำไปขายได้
- Web 3.0 จะทำให้ผู้คนมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น การทำคอนเทนต์ในอนาคตจะมีอิสระทางความคิดมากกว่าแต่ก่อน เพราะไม่มีใครสามารถควบคุมทิศทางของงานได้ เว้นแต่ผู้สร้างงานเอง
- เป็นไปได้ว่า เมื่อผู้คนมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น คอนเทนต์มากขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนมีรายได้หรือมีเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้น
- NFT จะเข้ามามีบทบาทหลายด้านในอนาคต และอาจเกิดเป็นสังคมปิด เช่น ถ้าใครไม่มีเหรียญ NFT นั้นๆ ในกระเป๋าเงินดิจิทัล จะไม่สามารถแทรกซึมหรือสวมรอยเข้าร่วมกลุ่มนั้นๆ ได้
- จะมีการใช้งาน NFT มากขึ้นในเกมและ Metaverse เพื่อยืนยันตัวตนหรือพิสูจน์ความเป็นเจ้าของไอเทมต่างๆ ในเกม
ที่มา : Web 3.0 คืออะไร ทำไมคนที่สนใจ Crypto - NFT - Metaverse ต้องรู้? (springnews.co.th)