แนะวิธี ดีท็อกซ์กระเป๋าเงินรับปีใหม่ เพื่อ สุขภาพการเงิน ที่ดีตลอดปี 2565
เมื่อถึงช่วงปีใหม่ของทุกปี เชื่อว่าใครหลายคนมักจะถือโอกาสตั้งเป้าหมายในชีวิต เพื่อกำหนดทิศทางสำหรับการใช้ชีวิตตลอดปี โดยหนึ่งในเป้าหมายยอดนิยมนั่น คือ การวางแผนการใช้เงินและเก็บออมเงิน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการมี สุขภาพการเงิน ที่ดีและมั่นคงตลอดปี 2565 นี้ ดังนั้น เรามีวิธีการออมเงินและบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพมาแนะนำกัน ซึ่งถ้าทำได้ย่อมเป็นเหมือนการ ดีท็อกซ์กระเป๋าเงินรับปีใหม่ รับอนาคตการเงินที่สดใสกว่าเดิม

แบ่งเงินเก็บ แบ่งเงินใช้ ด้วยสูตรการออม 50-30-20
“ถ้าเน้นความสุขช่วงที่มีเงินให้จับจ่ายเต็มกระเป๋า ความสุขจะลดลงตามตามปริมาณเงินในกระเป๋าที่ลดลง” เพราะชีวิตจะสุขช่วงต้นเดือน และค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ จนเกิดความตึงเครียดในช่วงปลายเดือน หลายคนขอยืมเงินในอนาคตมาใช้ตลอด ต้องทนวนลูปกับชีวิตเดิมๆ เพราะไม่ได้แบ่งก้อนไว้ชัดเจน การแบ่งเงินออกเป็นสัดส่วนจึงสำคัญมาก แบ่งเงินเก็บ แบ่งเงินใช้ แยกให้ชัดเจน
ปีใหม่นี้จึงขอแนะนำสูตรการออม 50-30-20 คือ เมื่อมีเงินเข้าปุ๊บ หลักหักภาษีหรือประกันสังคมปั๊บ ให้นำมาแบ่งออกเป็นสามก้อน ก้อนแรก 50% เป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน ก้อนถัดไป 30% เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว และก้อนสุดท้าย 20% เป็นเงินสำหรับออม
โดยสูตรการออมนี้สามารถยืดหยุ่นได้ตามอายุ รายได้ ค่าใช้จ่าย หนี้สินและเป้าหมายของแต่ละคน
ต้องมีเงินฉุกเฉินเตรียมไว้ เพื่ออยู่ให้ได้อย่างน้อย 6 เดือน
ควรเริ่มเก็บเงินฉุกเฉินไว้ให้อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน เป็นอย่างน้อย ซึ่งเงินฉุกเฉินที่ว่านี้คือการเก็บไว้เพื่อใช้ในอนาคต (อยู่ในก้อน 20% ของสูตรการออม 50-30-20) เช่น กรณีฉุกเฉิน เพื่อซื้อบ้าน และเตรียมไว้หลังเกษียณ นอกจากแยกสัดส่วนให้ชัดเจนแล้ว ยังต้องเลือกประเภทการออมให้เหมาะสมกับความต้องการด้วย

ถือโอกาสเริ่มการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง และศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนจะดีที่สุด
เพื่อให้ “นักลงทุนมือใหม่” ริเริ่มลงทุนถูกต้อง เราขอแชร์เทคนิคจากกบทความเรื่อง “Checklist 6 เรื่องต้องรู้ สำหรับมือใหม่” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ SET Invest now มาบอกกัน
-
รู้จักตนเอง
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง จับต้นชนปลายไม่ถูก ต้องเริ่มจาก “รู้จักตัวเอง” ให้ลึกซึ้งขึ้น ลองถามตัวเองว่าเรามีเป้าหมายการลงทุนอะไร? ต้องการใช้เงินมากน้อยแค่ไหน? และ ต้องการบรรลุเป้าหมายเมื่อไหร่?
จากนั้นก็ค่อยพิจารณา “เงื่อนไขการลงทุน” ทั้งเรื่อง อายุ ความชอบ ความสนใจ ความถนัด ต้องการลงทุนกับสินทรัพย์ประเภทไหน มีประสบการณ์ลงทุนมั้ย มีเงินลงทุนมากน้อยแค่ไหน ต้องการผลตอบแทนรูปแบบใด เท่าไหร่ มีเวลาติดตามข่าวสารด้านการลงทุนมั้ย
และที่สำคัญ เมื่อขาดทุน จะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน และในทางกลับกัน หากได้กำไร จะเพิ่มวงเงินลงทุนหรือไม่
ประเด็นสำคัญ คือ ต้องรู้ตัวว่าเรา “ยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน?” เพราะจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีว่าทางเลือกลงทุนแบบไหนและสัดส่วนการลงทุนแบบใดที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด
เช่น ถ้ารับความเสี่ยงได้ต่ำ (Conservative) แสดงว่ายอมรับความผันผวนได้น้อย หรือแทบจะไม่ได้เลย ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่การพยายามรักษาเงินลงทุนให้ปลอดภัยที่สุด
แต่หากรับความเสี่ยงได้ปานกลาง (Moderate) แสดงว่ายอมรับความผันผวนได้บ้าง แต่ต้องไม่มากจนเกินไปเพื่อแลกกับการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ขณะที่หากรับความเสี่ยงได้สูง (Aggressive) แสดงว่าไม่กังวลกับความผันผวน เพราะหวังจะได้รับผลตอบแทนที่สูง รวมถึงโอกาสที่เงินลงทุนจะเติบโตด้วย

-
รู้จักทางเลือกลงทุน
เมื่อเราเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น ก็ต้องทำความรู้จักกับสิ่งที่เราจะลงทุนด้วย เพราะนอกจาก “เงินฝากธนาคาร” ก็ยังมีอีกหลายทางเลือกมาก แต่เพื่อไม่ให้ปวดหัวจนเกินไป เรายังไม่ต้องทำความรู้จักกับทางเลือกทั้งหมดของโลกในตอนนี้ก็ได้ แค่ตั้งต้นจากทางเลือกลงทุนหลัก เช่น
-
หุ้น ร่วมลงทุนกับเจ้าของกิจการโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่
-
กองทุนรวม เงินลงทุนจะเติบโตผ่านนมืออาชีพที่บริหารให้
-
ตราสารหนี้ ความเสี่ยงไม่มาก เงินตอบแทนน้อย
และอีกหนึ่งการลงทุนที่มาแรง คือ Cryptocurrency ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยการเข้ารหัส โดยคำว่า “Crypto” หมายถึง การเข้ารหัส ส่วนคำว่า “Currency” หมายถึง สกุลเงิน ทำให้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเงินดิจิทัลที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสกุลเงินในอนาคต ที่จะเข้ามามีบทบาทในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยกัน
ความน่าสนใจอยู่ที่กลไกสำหรับการซื้อขายสินทรัพย์คริปโต จะแปรผันตามราคากลางในตลาด ซึ่งในปัจจุบัน “Cryptocurrency” ยังไม่ถือเป็นเงินตราตามกฎหมาย เนื่องจากไม่มีหน่วยงานสากล หรือรัฐบาลใดเข้ามาควบคุมจัดการ ทำให้บางครั้งคริปโตก็ถูกเรียกว่า “สกุลเงินเสมือน” แบ่งออกเป็นสกุลเงินต่างๆ มากมาย หรือที่เรามักเรียกว่า “เหรียญ” เช่น เหรียญบิตคอยน์ เป็นต้น
แต่มาถึงตอนนี้ แม้ว่า Cryptocurrency จะได้รับการยอมรับในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัล และสกุลเงินสำหรับซื้อขาย-แลกเปลี่ยนในอนาคต แต่ทุกการลงทุนก็มีความเสี่ยง ผู้ที่สนใจอยากจะเข้าสู่วงการคริปโต ก็ควรศึกษาข้อมูลที่จำเป็นก่อนการลงทุนเสมอ

-
รู้เรื่องภาษีในการลงทุน (หักภาษี/ไม่หักภาษี)
การลงทุนทุกประเภทต้องดูรูปแบบของผลตอบแทนประกอบด้วย เพราะการลงทุนเหล่านี้มีผลต่อการเสียภาษีที่ต่างกัน การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย เช่น เงินฝากประจำ พันธบัตรรัฐบาลหุ้นกู้ ดอกเบี้ยที่ได้จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผล เช่น หุ้นสามัญกองทุนรวมบางประเภท เงินปันผลที่ได้จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ส่วนผลตอบแทนในรูปแบบ Capital Gain หรือ กำไรจากส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ โดยกำไรที่ได้จะถูกเรียกเก็บภาษี Capital Gain Tax ในบางประเทศ
ส่วนในประเทศไทย กรณีบุคคลธรรมดา การขาย/การโอนในตลาดหลักทรัพย์จะได้รับการยกเว้นภาษี หากเป็นนิติบุคคลต้องนำไปรวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล และการขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะหุ้นไม่นับเป็นสินค้า เว้นแต่กรณีที่มีค่านายหน้าจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของค่าธรรมเนียม/ค่านายหน้าด้วย
ทั้งนี้ยังมีรายละเอียดและข้อยกเว้นต่างๆ รวมถึงอัตราภาษีที่อาจเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของภาครัฐ ผู้ลงทุนควรศึกษาเพิ่มเติมจากกรมสรรพากร
ตั้งใจปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ “ปีนี้งดจ่ายฟุ่มเฟือย” เพื่อ สุขภาพการเงิน ที่ดี
ด้วยการไม่จ่ายเงินนอกจากรายจ่ายที่จำเป็น ด้วยการชวนมารู้ให้ชัด Need หรือ Want?
Need คือการใช้จ่ายเพื่อความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่นค่ากินอยู่ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเดินทาง ภาระหนี้สิน
ส่วน Want คือ การใช้จ่ายเพื่อความต้องการ อยากได้ อยากครอบครอง เช่น ช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว เครื่องเสียง สินค้าแบรนด์เนม สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า Want เป็นการจ่ายเพื่อสร้างความสุข เป็นรางวัลของชีวิตก็จริง แต่เราสามารถวางแผนได้เหมือนกัน โดยมีปัจจัยสำคัญคือการตั้งเป้าหมาย เช่น จะกินข้าวนอกบ้านไม่เกินกี่ครั้งต่อเดือน จะซื้อกระเป๋า /รองเท้าไม่เกินกี่ชิ้นต่อปี ท่องเที่ยวกี่ทริปต่อปี
พอมีเป้าหมายแล้ว ลองทำให้ได้ นอกจากจะเป็นการสร้างวินัยในการใช้จ่ายให้ตัวเอง ถ้าทำได้ทุกข้อก็ถือเป็นความภูมิใจที่สามารถเอาชนะตัวเองได้ หรือจะลองใช้วิธีเขียนสิ่งที่อยากได้แต่ห้ามใจไม่ซื้อไว้รวมกัน แล้วจะรู้ว่าจริงๆแล้วเราเก็บเงินได้มากกว่าที่คิด
ที่มา : แนะวิธี ดีท็อกซ์กระเป๋าเงินรับปีใหม่ เพื่อ สุขภาพการเงิน ที่ดีตลอดปี 2565 (salika.co)