พ.ร.บ.ตั๋วร่วม เริ่มใช้กันยา 68 รับนโยบาย 20 บาทตลอดสาย

พ.ร.บ.ตั๋วร่วม เริ่มใช้กันยา 68 รับนโยบาย 20 บาทตลอดสาย
นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการศึกษาจัดทำแผนการกำกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ว่า ตามที่ทาง สนข.ได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. และกระทรวงคมนาคมได้เสนอร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้วนั้น ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนระหว่างการสอบถามความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมก่อนนำเสนอเข้า ครม.เห็นชอบ ต่อไป
ตามขั้นตอนจะต้องนำร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ เสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบเป็นขั้นตอนต่อไป โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวภายในกันยายน 2568 ซึ่งสอดรับกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทสูงสุดตลอดสาย
สำหรับงบประมาณในปี 2568 ทาง สนข.ได้เตรียมจัดสรรงบประมาณ วงเงิน 35 ล้านบาท ในกรอบระยะเวลาศึกษา 24 เดือน หรือ 2 ปี เพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาการจัดทำกฎหมายลูก จำนวน 17 ฉบับ ให้แล้วเสร็จก่อนเดือนกันยายน 2568 ในการรองรับร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯไปพร้อมกัน
ในส่วนของการจัดทำกฎหมายลูก ของระบบตั๋วร่วม 17 ฉบับ นั้นมีสาระสำคัญ โดยมุ่งเน้นการจัดมาตรฐานของบัตรโดยสารที่ครอบคลุมทั้งการเดินทางของระบบขนส่งสาธารณะ เช่น ระบบราง การโดยสารทางเรือ รถโดยสารสาธารณะ, อัตราค่าโดยสารร่วม, เทคโนโลยีการอ่านบัตรโดยสาร, การแก้ปัญหาระบบรถไฟฟ้าข้ามสาย, การจัดเก็บค่าธรรมเนียม รวมถึงการจัดตั้งกองทุนระบบตั๋วร่วมเพื่อชดเชยรายได้ให้แก่เอกชนที่เข้าร่วมระบบดังกล่าว
โดยที่ผ่านมา โครงการการเดินหน้าระบบตั๋วร่วมไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดการบังคับใช้ของกฎหมาย ดังนั้น สนข.จึงได้เร่งรัด พ.ร.บ.ตั๋วร่วม เป็นหลักก่อน เพื่อรองรับให้โอเปอเรเตอร์แต่ละรายสามารถเข้าสู่ระบบเดียวกันได้รวมถึงทาง สนข. จะเริ่มนำระบบเทคโนโลยีรูปแบบใหม่มาใช้ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปแทนระบบเดิมที่เคยศึกษาไว้ เนื่องจากระบบเดิมเป็นเทคโนโลยีที่นานและล้าสมัยแล้ว และเป็นแนวทางการนำเทคโนโลยีร่วมกันมาใช้ในระบบเดียวกัน
นโยบายค่าโดยสารสูงสุด 20 บาทตลอดสายนั้น จะใช้อัตราค่าโดยสารร่วม ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมจะมีการจัดตั้งกองทุนระบบตั๋วร่วมเพื่อชดเชยรายได้ให้แก่เอกชน จากการศึกษาของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ระบุว่าในช่วง 4-5 ปีแรก ต้องมีการชดเชยรายได้ให้แก่เอกชนที่เข้าร่วมนโยบายค่าโดยสารสูงสุด 20 บาทตลอดสาย จากนั้นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณผู้โดยสารจะชดเชยได้ด้วยตนเอง โดยที่ภาครัฐไม่ต้องชดเชยรายได้อีก
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ จะมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายน ปี 2568 นั้นทางหน่วยว่ารัฐจะต้องมีการเจรจาร่วมกับเอกชนผู้ที่ได้รับสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าแต่ละเส้นทางให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งเป็นการชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปให้สอดรับกับนโยบายรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย และ ในส่วนสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือ รถไฟฟ้าสายสีอื่น ที่มีการลงนามสัญญาแล้ว ก็จำเป็นต้องหารือร่วมกับเอกชน เช่นกัน ซึ่งถ้าหากอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าถูกลง ก็ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
ที่มา : พ.ร.บ.ตั๋วร่วม เริ่มใช้กันยา 68 รับนโยบาย 20 บาทตลอดสาย (matichon.co.th)