เจาะตลาดรถปี 67 อนาคตที่ติดลบ แม้ค่ายรถจะเร่งเครื่องลุยกลยุทธ์ด้านราคา

ปี 2567 ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเผชิญกับ "สัญญาณเตือน" ที่น่ากังวล ยอดขายรวมมีแนวโน้มหดตัว 3% แม้ค่ายรถจะทุ่มกลยุทธ์ลดราคาดึงดูดลูกค้าก็ตาม อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดรถปีนี้ "ไม่สดใส"?

เจาะตลาดรถปี 67 อนาคตที่ติดลบ แม้ค่ายรถจะเร่งเครื่องลุยกลยุทธ์ด้านราคา
ปี 2566 ที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไทยเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมหดตัวลง สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ดึงดูดผู้บริโภคไป พอมาปี 2567 เริ่มต้นด้วยบรรยากาศ "ตึงเครียด" ของตลาดรถยนต์ ค่ายรถต่างงัดกลยุทธ์ "ลดราคา" กระตุ้นยอดขายและชิงส่วนแบ่งตลาด ดุเดือดเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มรถที่ยอดขายหดตัวในปีที่แล้ว และกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ต้องการขยายฐานลูกค้า แต่ทว่า กลยุทธ์ "ลดราคา" อาจไม่เพียงพอที่จะพลิกชะตาตลาดปีนี้ เพราะต้องเผชิญกับ "อุปสรรค" 2 ประการ
- ภาวะเศรษฐกิจ ยังไม่ฟื้นตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแอ ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ส่งผลกระทบต่อ "กลุ่มรถราคาประหยัด" มากที่สุด
- การแข่งขัน ที่เข้มข้นขึ้น ทั้งจำนวนค่ายรถและรุ่นรถที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะค่ายรถจากจีนที่รุกตลาดรถยนต์นั่งอย่างรวดเร็ว นำเสนอรถ BEV ในราคาที่ดึงดูดใจ

กลยุทธ์ ราคา ของค่ายรถ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
- กลุ่มค่ายรถใช้น้ำมัน ที่ยอดขายตกในปีที่แล้ว เน้น "ลดราคา" เพื่อกระตุ้นยอดขาย ดึงดูดลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ และแข่งขันกับ BEV
- กลุ่มค่ายรถใช้น้ำมัน ที่ยังมีผลประกอบการดี เน้น "รักษาราคา" เพื่อรักษาภาพลักษณ์แบรนด์ หันมาใช้กลยุทธ์อื่น เช่น เพิ่มออปชั่น หรือโปรโมชั่นพิเศษ
- กลุ่มค่ายรถ BEV มุ่งเน้น "ลดราคา" ดึงดูดผู้บริโภค สร้างฐานลูกค้าในช่วงที่ตลาด BEV ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
กลยุทธ์ราคาล่อใจ ดึงดูดลูกค้า
เพื่อกระตุ้นยอดขาย ค่ายรถหลายแห่งจึงใช้กลยุทธ์การลดราคา ซึ่งระดับของการลดราคานั้น ขึ้นอยู่กับ ประเภทของรถยนต์ ดังนี้

ตาราง เปรียบเทียบการปรับลดราคาเริ่มต้นของนถในแต่ละ Segment ต่างๆของค่ายรถยนต์
- รถอีโคคาร์และรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก: เป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันสูง ค่ายรถจึงปรับลดราคาลงมากที่สุด สูงสุดถึง 19% เพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลาง
- รถยนต์นั่งกลุ่มอื่น: มีการแข่งขันน้อยกว่า ค่ายรถส่วนใหญ่จึงไม่ปรับลดราคา หรือปรับลดเพียงเล็กน้อย เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามีสถานะทางการเงินดี
- รถปิกอัพ: แม้ยอดขายจะหดตัว แต่มีการแข่งขันน้อย ค่ายรถจึงปรับลดราคาเพียงเล็กน้อยเพื่อรักษาฐานลูกค้า
กลยุทธ์การลดราคา อาจยังไม่เพียงพอ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ปี 2567 ยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยน่าจะอยู่ที่ 750,000 คัน หดตัว 3% จากปี 2566 สำหรับ รถยนต์นั่ง มีโอกาสขยายตัวเล็กน้อย 1% จากแรงกระตุ้นของราคาที่ปรับลดลง แต่หากแยกเฉพาะรถยนต์นั่งใช้น้ำมัน คาดว่าจะหดตัว 13% เพราะมีรถยนต์นั่ง BEV ที่ขยายตัว 63% มาชิงส่วนแบ่งตลาด ส่วนรถเพื่อการพาณิชย์ ส่วนใหญ่เป็นรถปิกอัพ คาดว่าจะหดตัว 8% เพราะมีการปรับลดราคาไม่มาก สำหรับปัจจัยอื่นๆ นอกจากราคาแล้ว ผู้บริโภคยังพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ในการตัดสินใจซื้อ เช่น ความน่าเชื่อถือ คุณภาพ หาอะไหล่ทดแทนง่าย และราคาขายต่อ

บททดสอบของกลยุทธ์ราคา ท่ามกลางคลื่นลูกใหม่
ปี 2567 ตลาดรถยนต์ไทยเผชิญบททดสอบสำคัญ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ ประกอบกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น กลยุทธ์การลดราคาจึงกลายเป็นอาวุธหลักที่ค่ายรถต่างนำมาใช้เพื่อดึงดูดลูกค้า ในขณะที่ค่ายรถใช้น้ำมันต้องดิ้นรนกับยอดขายที่หดตัว กลยุทธ์การลดราคาจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาฐานลูกค้า การแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มรถอีโคคาร์และรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก บีบให้ค่ายรถต้องปรับลดราคาลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้าม กลยุทธ์การลดราคาอาจไม่เพียงพอสำหรับรถปิกอัพ แม้ยอดขายจะหดตัว แต่การแข่งขันที่ต่ำและยังไม่มีคู่แข่ง BEV ทำให้ค่ายรถเลือกปรับราคาลงเพียงเล็กน้อย ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ กลยุทธ์การลดราคาอาจช่วยพยุงตลาดรถไม่ให้หดตัวลงไปมาก แต่คงไม่สามารถพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ทั้งหมด อนาคตของตลาดรถยนต์ไทย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่เพียงแต่กลยุทธ์ราคา แต่รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
ที่มา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ที่มา : เจาะตลาดรถปี 67 อนาคตที่ติดลบ แม้ค่ายรถจะเร่งเครื่องลุยกลยุทธ์ด้านราคา (amarintv.com)