อลังการ “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2567” เรือพระราชพิธี หนึ่งเดียวในโลก

สักครั้งในชีวิตที่คนไทยมีโอกาสได้ชม “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2567” พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วันที่ 27 ตุลาคม 2567 ความอลังการบนโค้งน้ำเจ้าพระยา มรดกทาวัฒนธรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณกาล

พระราชประเพณีการจัดกระบวน “พยุหยาตราทางชลมารค” เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย สืบทอดต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน

ทั้งยังนับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สำหรับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2567 เป็นอีกหนึ่งในพระราชพิธี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันที่ 27 ตุลาคม 2567 

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2567

ความงดงามของริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ มีเรือพระราชพิธีจำนวนทั้งสิ้น 52 ลำ จัดขบวนเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ความยาว 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตร โดยใช้กำลังพลประจำเรือ ในขบวนเรือพระราชพิธีรวมทั้งสิ้น 2,200 นาย

ขบวนตั้งต้นออกจากท่าวาสุกรี (ท่าเรือวัดราชาธิวาส) ผ่านสะพานพระรามแปด สะพานพระปิ่นเกล้า มุ่งหน้าไปยังวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร รวมเป็นระยะทางทั้งสิ้น 4.2 กิโลเมตรตลอดสองฝั่งเจ้าพระยา

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นเรือพระราชพิธี หนึ่งเดียวในโลก ซึ่งเป็นภาคภูมิใจในความเป็นไทย เรือพระราชพิธีในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ทั้ง 52 ลำ ประกอบไปด้วย เรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9

รวมถึงเรือรูปสัตว์ 8 ลำ อาทิ อสุรวายุภักษ์-อสุรปักษี, เรือคู่ชัก 2 ลำ, เรือพิฆาต 2 ลำ, เรือประตูหน้า 2 ลำ, เรือกลอง 2 ลำ, เรือแซง 7 ลำ, เรือตำรวจ 3 ลำ และเรือดั้ง 22 ลำ

เรือไฮไลท์ในขบวนเรือพระราชพิธี พยุหยาตราทางชลมารค

เรือไฮไลท์ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค คือ เรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

  • เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์

เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง หรือ เรือพระที่นั่งชั้นสูงสุด ซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ และพระบรมราชินี แกะสลักโขนเรือเป็นรูปหงส์ เป็นลำทรงของพระมหากษัตริย์ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์

อลังการ “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2567” เรือพระราชพิธี หนึ่งเดียวในโลก

เดิมชื่อเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ทราบได้จาก บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐ์สุริยวงศ์หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ที่ส่งประพันธ์ไว้ว่า “สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม”

สำหรับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ลำปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพุทธศักราช 2454 โขนหัวเรือเป็นรูปหงส์ ลงรักปิดทองประดับกระจกมีพู่จามรีห้อย ปลายพู่เป็นแก้วผลึก

อลังการ “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2567” เรือพระราชพิธี หนึ่งเดียวในโลก

ภายนอกทาสีดำ ท้องเรือภายในทาสีแดง ตอนกลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญาหรือบุษบกสำหรับเป็นที่ประทับ มีความยาว 46.15 เมตร  กว้าง 3.17 เมตร ลึก 0.94 เมตร ใช้ฝีพาย 50 คน ทั้งนี้ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ยังได้รับรางวัลยกย่องให้เป็นเรือมรดกโลก จากองค์การเรือโลก (WORLD SHIP TRUST) แห่งสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2535 อีกด้วย

  • เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช 

เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง เป็นเรือพระที่นั่งบัลลังก์ในกระบวนพยุหยาตราชลมารค โดยปกติจะใช้เป็นเรือพระที่นั่งรอง หรือเรือเชิญผ้าพระกฐิน และประดิษฐานบุษบกสำหรับพระพุทธรูปสำคัญซึ่งมีโขนเรือเป็นรูปพญานาค 7 เศียร สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงพระราชดำริว่าพระที่นั่งครุฑของเดิมก็มีอยู่แล้ว แต่พระที่นั่งนาคยังหามีไม่

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ทำเรือพระที่นั่งนาคา 7 เศียรนี้ขึ้น ส่วนลำปัจจุบันสร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2475 โดยได้รับการซ่อมแซมอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2510 ท้องเรือภายในทาสีแดง ยาว 42.95 เมตร กว้าง 2.95 เมตร กินน้ำลึก 0.31 เมตร ใช้ฝีพาย 54 คน

  • เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ 

ลำปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซ่อมแซมใหม่ในปี 2510 ชื่อเรือมาจากคำภาษาสันสกฤต ว่า อเนกะชาตะภุชงคะ แปลว่า งูหลากหลายชนิด ซึ่งสอดคล้องกับรูปโขนเรือที่ลงรักปิดทองมีลายรูปงูตัวเล็กๆจำนวนมาก

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

คำว่า ภุชงคะ ในภาษาสันสกฤต มีความหมายเดียวกันกับคำว่า นาคะ หรือ นาค ในภาษาไทย โดยนาคที่เป็นเทพหรือทิพยนาค เป็นตัวแทนแห่งพลังอำนาจ ความรอบรู้ และความอุดมสมบูรณ์ ลำเรือภายนอกทาสีชมพู ท้องเรือภายในทาสีแดง ยาว 45.50 เมตร กว้าง 3.15 เมตร กินน้ำลึก 0.46 เมตร ใช้ฝีพาย 61คน

  • เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9

เป็นเรือสร้างน้อมเกล้าฯ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก เมื่อปี 2539 โดยกองทัพเรือร่วมกับกรมศิลปากร ด้วยการนำโขนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 มาเป็นต้นแบบ

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

โดยโขนเรือและตัวเรือจำหลักลงรักปิดทองประดับกระจก ที่หัวเรือเบื้องใต้ครุฑเป็นช่องสำหรับปืนใหญ่ กลางลำเรือทอดบัลลังก์กัญญาและมีแท่นประทับ เรือมีความยาว 44.3 เมตร กว้าง 3.20 เมตร ลึกถึงท้องเรือ 1.10 เมตร กินน้ำลึก 40 เซนติเมตร มีฝีมือพาย 50 นาย

การจัดริ้วกระบวนได้แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ขบวนพยุหยาตราใหญ่ และขบวนพยุหยาตราน้อย ซึ่งเรือพระที่นั่ง จะแวดล้อมไปด้วยริ้วขบวนเรือของขุนนาง และทหารในกอง กรมต่างๆ ที่เรียกว่าเรือหลวง มีการจัดเรียงลำดับเรือต่างๆ ตามแบบแผนของการจัดทัพที่มีมาแต่โบราณ

ริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

อลังการ “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2567” เรือพระราชพิธี หนึ่งเดียวในโลก

โดยแบ่งออกเป็น 5 ริ้ว คือ ขบวนนอกหน้า ขบวนในหน้า ขบวนเรือพระราชยาน ขบวนในหลัง และขบวนนอกหลัง เต็มไปด้วยความสวยงาม ความโอ่อ่าตระการตา และความมีระเบียบสมกับเป็นประเพณีอารยธรรมอันสูงส่งของชาติไทยแต่โบราณ

การจัดรูปขบวนเรือพระราชพิธี จํานวน 52 ลํา แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3  สาย ดังนี้

  • ริ้วสายกลาง

เป็นเรือสายสำคัญประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ มีเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ นอกจากนี้มีเรืออีเหลืองเป็นเรือกลองนอก เรือแตงโมซึ่งเป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือเป็นเรือกลองใน พร้อมด้วยเรือตำรวจนอก และเรือตำรวจ รวมทั้งสิ้น 10 ลำ

  • ริ้วสายใน

ขนาบข้างสายเรือพระที่นั่งมีเรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่นเป็นเรือประตูหน้าเรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ และปิดท้ายริ้วสายในด้วยเรือเอกไชยเหินหาวและเรือเอกไชยหลาวทองซึ่งเป็นเรือคู่ชัก รวมทั้งสิ้น 14 ลำ

  •  ริ้วสายนอก

ประกอบด้วยเรือดั้งและเรือแซง สายละ 14 ลำ รวมทั้งสิ้น 28  ลำ

ย้อนรอย “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

“ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” หมายถึงริ้วขบวนเรือพระราชพิธีที่จัดขึ้นสำหรับพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อการต้อนรับทูตานุทูตประเทศต่างๆ หรือประกอบในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน เป็นต้น โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและสืบทอดต่อกันมาถึงปัจจุบัน

แต่ก่อนหน้านี้การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคถูกเว้นไปนานกว่า 25 ปี โดยนับตั้งแต่มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเพื่อฉลองพระนครครบ 105 ปี เมื่อปี 2475 ก็ไม่ได้มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอีกเลย

จนกระทั่งในปี 2500 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ฟื้นฟูพระราชประเพณีขึ้นมาใหม่ และบูรณะเรือพระราชพิธีลำเก่ารวมทั้งสร้างขึ้นมาใหม่

ประกอบกับเป็นปีที่ทางราชการได้จัดงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษขึ้นจึงได้มีการจัด “ขบวนพุทธพยุหยาตรา” อัญเชิญพระพุทธรูป พระไตรปิฎก และพระสงฆ์แห่ไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นการเฉลิมฉลอง โดยการจัดรูปขบวนเรือคล้ายรูปขบวนพยุหยาตราน้อย แต่ไม่ครบเนื่องจากเรือพระราชพิธีชำรุดเสียหายไปบ้าง

ในสมัยรัชกาลที่ 9 ได้มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคตั้งแต่ ปี 2500-2555 รวมทั้งสิ้น 17 ครั้ง โดยครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์คือการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค (ใหญ่) ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี โดยมีการจัดริ้วขบวนอย่างสวยงามพร้อมเรือพระราชพิธีลำใหม่

นั่นก็คือ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ซึ่งกองทัพเรือ และกรมศิลปากรร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายด้วยการนำโขนหรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณที่สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) มาเป็นแม่แบบ

ส่วนพระราชพิธี “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สำหรับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ที่มา :อลังการ “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 2567” เรือพระราชพิธี หนึ่งเดียวในโลก

เพลงใหม่ เพลงแนะนำ เพลงฟังเพลินๆ

อ่านต่อ


Total View: 100
Post Date: วันที่ 28 ตุลาคม 2567


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าท่านยอมรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ  นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งหมดที่ระบุไว้